ธปท. ชี้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ จับตาจากสหรัฐ จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ธปท.ย้ำไม่เป็นข้อจำกัดในการดูแลค่าเงินบาท และประเมินโอกาสถูกมองปั่นค่าเงินต่ำ
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวถึงกรณีที่ สหรัฐขึ้นบัญชี 'ประเทศไทย' อยู่ในกลุ่ม 'เฝ้าระวัง' ประเทศปั่นค่าเงินหรือ Monitoring List ซึ่งมีการเผยแพร่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากการที่ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูงถึง 3.8% ของ GDP ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567 ถึงมิถุนายน 2568 ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ทางสหรัฐฯที่ใช้ในการพิจารณา จากทั้งหมด 3 เกณฑ์หลัก
โดยในครั้งนี้ประเทศไทย เข้าข่ายเกณฑ์ของสหรัฐฯ ทั้งสิ้น 2 ข้อได้แก่ การเกินดุลการค้า และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ส่งผลให้เราถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศพันธมิตรทางการค้าอื่นๆ อีก 9 ประเทศที่ถูกจับตาในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตามสถานะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับไทย เพราะเราเคยอยู่ในบัญชีนี้มาก่อนแล้ว และที่ผ่านมาก็ได้มีการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ US Treasury อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
ส่วนคำถามที่ว่า จะเป็นข้อจำกัดในการดูแลค่าเงินบาทหรือไม่นั้น ธปท.มองว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบาย เนื่องจากธนาคารกลางมีประสบการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้ว
แนวทางหลักในการดูแลค่าเงินคือการมุ่งเน้นไปที่การลดความผันผวน โดยพิจารณาดูแลทั้งในฝั่งที่เงินบาทแข็งค่าเกินไปและอ่อนค่าเกินไป ไม่ได้แทรกแซงเพื่อกำหนดทิศทางไปด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ซึ่งการพิจารณาของสหรัฐฯจะดูจากค่าสุทธิ (Net) ของการเข้าดูแล ซึ่งการที่เราดูแลทั้งสองด้านอย่างสมดุลทำให้เรายังมีช่องว่าง(Room) และความยืดหยุ่นเพียงพอในการบริหารจัดการค่าเงินให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ
โดยไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไป และผลจากการออกรายงานเมื่อเช้าก็พบว่า ตลาดไม่ได้มีปฏิกิริยาในเชิงลบแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เมื่อถูกถามว่ามีความเป็นไปได้ในการถูกยกระดับเป็น Currency Manipulator หรือไม่นั้น ธปท.มองว่า เป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากในปัจจุบันบริบททางการเงินโลกเปลี่ยนไปแทบไม่มีประเทศใดที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (Fix Exchange Rate)หรือพยายามเข้าไปแทรกแซงค่าเงินในปริมาณมหาศาลเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างที่สหรัฐฯกังวล
“สำหรับประเทศไทยเอง ตราบใดที่เรายังคงยึดถือแนวทางการบริหารจัดการตามความเหมาะสม โดยโฟกัสที่การลดความผันผวนเป็นหลักและดูแลแบบสองด้าน (Two-sided) เราก็จะยังมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นในการดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทได้ นอกจากนี้ ในรายงานฉบับล่าสุดก็ไม่มีประเทศใดเลยที่ถูกระบุว่าเป็น Currency Manipulator”
สำหรับการประเมินของสหรัฐ จะมีการประเมินปีละ 2 ครั้ง โดยลักษณะการประเมินจะเป็นแบบต่อเนื่อง (Staggering) ทุก 6 เดือน รอบถัดไปที่จะมีการพิจารณาคือช่วงเดือนมกราคม 2568 ถึงธันวาคม 2568 ซึ่งคาดว่ารายงานจะถูกเผยแพร่อีกครั้งในช่วงกลางปีหน้า
ในส่วนของแนวโน้มการเกินดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด ในฐานะที่ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญมีโอกาสสูงที่เราจะยังคงอยู่ในเกณฑ์การพิจารณานี้ต่อไป โดยตัวเลขการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนใกล้เคียงร้อยละ 3 ซึ่งตัวเลขที่ชัดเจนยังต้องรอการคำนวณร่วมกับ GDP จริงที่จะออกมาภายหลัง
ทั้งนี้หากย้อนดู ประวัติการติด Monitoring List ประเทศไทยเคยอยู่ในกลุ่มนี้มาแล้วในช่วงปี 2020-2021 (พ.ศ. 2563-2564)เป็นเวลาประมาณ 2-3 รอบการประเมิน ซึ่งในช่วงนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาทหรือสร้างประเด็นปัญหาในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เนื่องจากเป็นเพียงการขึ้นบัญชีเพื่อเฝ้าระวัง (Monitoring) เท่านั้น ไม่ใช่การลงโทษฐานปั่นค่าเงิน
นอกจากนี้ ในแง่ของความกังวลเรื่องภาษีนำเข้า (Tariff) นั้นมองว่า การเจรจาเรื่องภาษีเป็นกระบวนการที่ดำเนินอยู่แล้วและมีการประสานงานกันระหว่าง US Treasury และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) อย่างเป็นระบบ การถูกตรวจสอบเรื่องค่าเงินกับการเจรจาทางการค้าจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นขนานกันไปและไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อกันอย่างที่หลายฝ่ายกังวล





