วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

“พิพัฒน์” แนะรื้อพอร์ตลงทุน ‘ประกันสังคม’ เรียกความเชื่อมั่น-ลดเสี่ยงขาดทุน

“พิพัฒน์” แนะรื้อพอร์ตลงทุน ‘ประกันสังคม’ เรียกความเชื่อมั่น-ลดเสี่ยงขาดทุน

“พิพัฒน์” เกียรตินาคินภัทร ชี้ประกันสังคมเผชิญวิกฤติเชื่อมั่น-ธรรมาภิบาล แนะเร่งปฏิรูปโครงสร้างสร้างความเชื่อมั่น-รื้อโครงสร้างลงทุน-แยกพอร์ตลงทุน หาผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพสร้างผลตอบแทนกองทุนเพิ่ม ย้ำหากไม่เปลี่ยนแปลงกองทุนฯ เสี่ยงเผชิญขาดทุนหนัก เงินสะสมส่อเกลี้ยงกองทุนภายในปี 98

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า สิ่งที่สำนักงานกองทุนประกันสังคม(สปส.) เผชิญอยู่ขณะนี้ ไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องตัวเลข แต่คือ “วิกฤติความเชื่อมั่น” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึก และความมั่นคงทางการเงินของแรงงานไทย

ดังนั้นทางรอดคือ การกู้คืนความเชื่อมั่นผ่านความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาลที่ดี เพื่อให้ผู้ประกันตนมั่นใจว่า “เงินออม” ที่ส่งไปทุกเดือน จะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แต่หากปล่อยไปตามเดิม คาดว่ากองทุนอาจต้องเผชิญกับ “ผลขาดทุน” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2572 และในปี 2598 ที่เสี่ยงทำให้เงินสะสมทั้งหมดของกองทุนจะหมดลง

ดังนั้น “กองทุนประกันสังคม” ต้องมีนโยบายการลงทุนที่เหมาะสม ธรรมาภิบาลในการเลือกสินทรัพย์ และการวางแผนความยั่งยืนเพื่อรองรับภาระผูกพันในอนาคต 

 

แนะปฏิรูปลงทุน-สร้างผลตอบแทนเพิ่ม

การเปลี่ยนการรายงานผลตอบแทน ควรใช้วิธี Mark to Market ซึ่งรวมผลกำไร และขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เหมือนกับกองทุนอื่นๆ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ประกันตน และสาธารณชนสามารถประเมินประสิทธิภาพการทำงานของผู้จัดการกองทุนได้อย่างแม่นยำ และสามารถนำไปเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลควรลงลึกถึงรายละเอียดรายประเภทสินทรัพย์ (Asset Class) เพื่อให้เห็นว่าการลงทุนในแต่ละหมวดหมู่มีผลงานเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับมาตรฐาน เหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริต และช่วยให้กองทุนพัฒนาไปสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ในด้านการบริหารเงินลงทุน ทางรอดคือการยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว ผ่านการปรับนโยบายการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ โดยเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงจากเดิมประมาณ 35% ไปสู่ 50% เป็นทิศทางที่ถูกต้อง เนื่องจากในอดีตผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 3% กว่าถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับกองทุนอื่น การเพิ่มสัดส่วนหุ้น และสินทรัพย์เสี่ยงจะช่วยให้กองทุนมีโอกาสเติบโตทันกับภาระจ่ายที่เพิ่มขึ้น แม้จะต้องแลกมาด้วยความผันผวนระหว่างปีที่มากขึ้นก็ตาม

นอกจากการเพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงแล้ว การกระจายการลงทุนไปต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งทางรอดที่จำเป็น เนื่องจากหากดูข้อมูลในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของประกันสังคมดีขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการขยายสัดส่วนการลงทุนนอกประเทศ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากสภาวะตลาดหุ้นไทยที่ติดลบต่อเนื่อง การแสวงหาทางเลือกใหม่ ๆ ในการลงทุน และการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เงินกองทุนสะสมเพิ่มขึ้นเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

แนะแยกฟังก์ชันการลงทุน

ทั้งนี้ เสนอว่าควรบริหารเงินลงทุนออกจากระบบราชการ (Spin-off) เพราะหากไม่สามารถแยกทั้งกองทุนออกไปได้ อย่างน้อยควรแยก “ฟังก์ชันการลงทุน” ออกมาเพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ เข้ามาทำงานได้ เนื่องจากระบบราชการในปัจจุบันมีข้อจำกัดเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนที่แข่งขันกับตลาดไม่ได้ ทำให้ยากต่อการรักษาผู้มีความสามารถระดับสูง

"การลงทุนของ กบข." เป็นโมเดลที่น่าสนใจในเรื่องการจัดสรรฝ่ายบริหาร การคานอำนาจ และการมีบอร์ดการเงินที่มีผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วม การมีโครงสร้างที่อิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองจะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนเป็นไปตามหลักวิชาชีพ และรักษาผลประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตนได้ดีกว่าโครงสร้างในปัจจุบันที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงโดยตรง

นอกจากนี้ การปฏิรูปโครงสร้างการจ่ายเบี้ยประกันสังคมควรปรับให้มีความยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันผู้ประกันตนที่มีเงินเดือน 15,000-25,000 บาท ต้องจ่ายเงินสมทบเท่ากันราว 800 บาท ควรปรับเพดานจ่ายเบี้ยสมทบใหม่ให้เหมาะสมกับฐานเงินเดือน รวมถึงปรับเกณฑ์อายุรับสิทธิสวัสดิการต่างๆ

หากไม่เร่งดำเนินการ กองทุนชราภาพอาจเป็นระเบิดเวลา รายได้กองทุนกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องจากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยจากการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ในปี 2564 พบว่า หากกองทุนเดินหน้าด้วยผลตอบแทนเท่ากับในปัจจุบัน ส่วนของรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กองทุนเริ่มขาดทุนในปี 2572 และในปี 2598 เงินสะสมทั้งหมดของกองทุนจะหมดลง

"ด้วยโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนคนวัยทำงานที่ส่งเงินจะลดลงเรื่อยๆ ขณะที่ผู้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ดังนั้นหากไม่มีการปฏิรูป เงินกองทุนชราภาพอาจหมดลงภายใน 20-30 ปีข้างหน้า  สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ การปรับเปลี่ยนตัวแปรทางบัญชี การขยายฐานผู้ประกันตนให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ การปรับเพิ่มอายุเกษียณ เพื่อให้คนส่งเงินนานขึ้น และรับเงินช้าลง และการปรับเพิ่มเพดานเงินเดือน (Cap) ที่ใช้คำนวณเงินสมทบ"

การปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนจาก 15,000 บาท เป็นระดับที่สูงขึ้น จะช่วยให้กองทุนมีกระแสเงินสดไหลเข้ามากขึ้นและสะท้อนความสามารถในการจ่ายที่แท้จริงของแรงงานที่มีรายได้สูง แม้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ประกันตนในระยะสั้น แต่เป็นความจำเป็นเชิงคณิตศาสตร์ที่ต้องทำเพื่อรักษาความมั่นคงของกองทุนให้ยังคงจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ได้ เมื่อถึงเวลาที่คนรุ่นถัดไปเกษียณอายุ

แนะขยายฐานผู้ประกันตนเข้าสู่ระบบเพิ่ม

ไม่เพียงเท่านั้น ควรมีการแก้ปัญหา โดยเริ่มจากการขยายฐานผู้ประกันตนให้เข้าสู่ระบบมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีคนวัยทำงานเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรที่อยู่ในระบบ โดยนอกจากเพิ่มฐานรายได้ยังต้องปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากผู้ประกันตนโดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่ต้องรับหน้าที่ในการจ่ายเงินสมทบเป็นรายได้ให้กับกองทุน ดังนั้น ความโปร่งใส และการบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบสวัสดิการกองทุนประกันสังคมเดินหน้าต่อไปได้

พิพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า กองทุนประกันสังคมโดยพื้นฐานแล้ว ต้องอาศัยความเชื่อมั่นจากภาคประชาชนอย่างมาก ถึงแม้ในรายงานสถานการณ์บริหารเงินลงทุนกองทุนประกันสังคม ณ วันที่ 30 ก.ย.68 จะระบุว่า สัดส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สังคมตั้งคำถามถึงความไม่โปร่งใสจะมีสัดส่วนเพียง 4.18%

แต่การทุจริตเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกันตน และสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของกองทุนประกันสังคม ซึ่งควรมีการปฏิรูป และทบทวนหลักธรรมาภิบาลในส่วนนี้อย่างจริงจัง

"กองทุนต้องเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานผ่านการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และแยกส่วนลงทุนกับส่วนบริหาร ให้ส่วนลงทุนเป็นอิสระจากภาครัฐอย่างชัดเจน มีการตั้งบอร์ดตรวจสอบความโปร่งใส ให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้าไปดูแล และมีส่วนรับผิดชอบ ไม่ทนให้เกิดการลงทุนที่ทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ และรั่วไหล"

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์