นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” จัดโดยมติชน ว่า สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องและหลุดระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ กลับมาแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี 10 เดือน
ในขณะที่ราคาทองคำตลาดโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยปี 2568 ราคาปรับขึ้น 65% และนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาทองขึ้น 20% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาททันที
โดยที่ผ่านมา ธปท.พยายามแก้ปัญหาและดูแลเงินบาทต่อเนื่องเพื่อดูแลความผันผวน โดยเฉพาะในยุคที่ตนเป็นผู้ว่าการ ที่ปัจจุบันเข้าไปดูแลตลาดรุนแรง มากกว่าช่วงที่ผ่านมา เพื่อดูแลค่าเงินบาทเต็มที่เต็มศักยภาพเท่าที่ ธปท.ทำได้ในกรอบข้อตกลงของสหรัฐ (currency manipulation)
ดังนั้น ธปท.ต้องดูแลจัดการธุรกรรมทองที่เชื่อมโยงกับเงินบาทมีเป้าหมาย 2 ประการ คือ
1.การลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท โดยเฉพาะแรงกดดันระยะสั้นที่เกิดจากการขายทองพร้อมกันในปริมาณมาก
2.การแก้ปัญหาทุนเทา เพราะทองคำถูกใช้เป็นช่องทางในการแปลงเงินจำนวนมากให้หลุดออกจากระบบตรวจสอบได้ง่าย
รวมทั้งหากย้อนดูพฤติกรรมการซื้อขายทองคำที่มีผลต่อเงินบาท โดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่องทำให้ประชาชนจำนวนมากย้ายเงินออกจากตลาดหุ้นเข้าสู่ตลาดทองคำ การซื้อทองไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เกิดขึ้น “ทุกวัน” เป็นการสะสมต่อเนื่อง กระจายดีมานด์ออกไประยะยาว ซึ่งช่วงที่ซื้อสะสมนั้นผลกระทบต่อค่าเงินบาทอาจไม่ชัดเจนมากนัก
แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นรุนแรงในวันที่ราคาทองขึ้นแรงเพราะพฤติกรรมผู้ถือทองจำนวนมากจะเปลี่ยนจากการซื้อสะสมมาเป็นการขายพร้อมกันช่วงเวลาสั้น
เช่น ภายใน 3-5 วัน เมื่อมีการขายขึ้นพร้อมกันปริมาณมหาศาลทำให้ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท
ทั้งนี้ด้วยปริมาณธุรกรรมที่สูงมากมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทจึงรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด โดยพบบางช่วงที่เงินบาทแข็งค่าเร็วจะมีแรงขายดอลลาร์จากธุรกรรมทองคำมีสัดส่วนสูงถึง 45% ของการขายดอลลาร์ทั้งหมดในประเทศ และบางช่วงสัดส่วนเคยสูงถึง 62%
- ค้าทองคำกระทบค่าเงินบาทหนัก
ดังนั้นสะท้อนว่าค่าเงินบาทบางช่วงเวลาถูกขับเคลื่อนโดยตลาดทองคำมากกว่าปัจจัยเศรษฐกิจพื้นฐานที่ถือเป็นปัญหา เพราะการแข็งค่าของเงินบาทลักษณะนี้ไม่สะท้อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่สร้างผลกระทบตรงต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออกและภาคการผลิต
“ธุรกิจทองคำเป็นธุรกิจที่มีวอลุ่มการซื้อขายต่อวันสูงมากจนบางช่วงมีมูลค่าสูงกว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่แทบไม่มีการกำกับดูแล ต่างจากตลาดทุนที่มีหน่วยงานกำกับดูแลเข้มงวด เป็นช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ปล่อยให้ความผันผวนในตลาดหนึ่งกระทบเสถียรภาพค่าเงิน”
ทั้งนี้ ธปท.ออกประกาศหลักเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินตราฉบับใหม่ที่กำหนดให้ผู้ซื้อหรือขายทองคำที่มีการนำเข้าหรือส่งออกทองคำ 5 ปีย้อนหลัง มีมูลค่าเกิน 10,000 ล้านบาท ต้องรายงาน ธปท.ซึ่งหลังจากนี้จะออกประกาศอีก 2 ฉบับ ภายในวันที่ 30 ม.ค.2569 เพื่อช่วยกำกับดูแลการค้าทอง ได้แก่
1.การกำหนดให้ร้านทองเก็บข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่เกินกว่า 20 ล้านบาท
2.การกำหนดเพดานการซื้อขายทองคำให้ซื้อขายได้ไม่เกินกว่า 50 ล้านบาท
- ทุนสำรอง-ทองคำทำออลไทม์ไฮ
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย (จำกัด) กล่าวว่า หากดูทุนสำรองระหว่างล่าสุด วันที่ 16 ม.ค. 2569 สุทธิอยู่ที่ 307,232 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1,635 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 0.5% นับตั้งแต่ปลายปี 2568 ถือเป็นสถิติสูงใหม่ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากทุนสำรองที่เป็นทองคำมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 2,111 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจเกิดได้จากทั้งมูลค่าทองคำตลาดโลกสูงขึ้นหรือการซื้อทองคำเพิ่มเพื่อเก็บเป็นทุนสำรอง และสินทรัพย์ต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 187 ล้านดอลลาร์
รวมทั้ง ค่าเงินบาทวันที่ 28 ม.ค.2569 แข็งค่าหลุดระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 30.86บาทต่อดอลลาร์ เป็นการแข็งค่าสุดรอบ 4 ปี 10 เดือน โดยถ้านับตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงปัจจุบันแข็งค่าขึ้น 2.2%
นอกจากนี้หากเทียบในภูมิภาคพบว่าเงินบาทแข็งค่าเป็นอันดับที่ 2 โดยอันดับ 1 ริงกิตมาเลเซีย แข็งค่า 3.7% อันดับ 2 เงินบาทแข็งค่า 2.2% และอันดับ 3 ดอลลาร์สิงคโปร์ แข็งค่า 2%
สำหรับสาเหตุที่เงินบาทแข็งค่าเร็วในช่วงไม่ถึง 1 เดือน ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นผลจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยเสริมอื่น ได้แก่
1.ความอ่อนแอของค่าเงินดอลลาร์ หลังดอลลาร์รับแรงกดดันจากทัศนคติของตลาดที่มองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยแม้ไม่ใช่เร็ว ๆ นี้แต่พูดถึงต่อเนื่อง รวมถึงความเสี่ยงจากสงครามการค้าและความเห็นต่างของสหรัฐกับยุโรปในประเด็นเศรษฐกิจ
2.ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องรายวัน โดยตั้งแต่ต้นปีสูงขึ้นถึง 21.8% เนื่องจากค่าเงินบาทมักเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับราคาทองคำ ไทยจึงได้รับผลกระทบจากปัจจัยนี้ด้วย
3.กระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติไหลในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร (Bonds) โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรที่บางวันมียอดไหลเข้าสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท ซึ่งภาพรวม YTD มียอด Inflow สุทธิรวมกัน 33,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ธปท.เข้าไปดูแลเงินบาทต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งเข้าใจได้เนื่องจากสเกลการแข็งค่าอยู่ลำดับต้นของภูมิภาค และไม่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในประเทศมารองรับการแข็งค่าที่รวดเร็วเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของค่าเงินจึงมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก
- ชี้แบงก์ชาติเตือนให้ตลาดปรับตัว
นายสงวน จุงสกุล ผู้บริหารฝ่ายธุรกิจสายงานตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การที่ ธปท.ส่งสัญญาณว่าดำเนินมาตรการดูแลค่าเงินบาทเต็มศักยภาพ ส่งผลให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Research) อยู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และการยอมรับถึงการแทรกแซงที่เกิดขึ้นชัดเจนสะท้อนถึงประเด็นใหม่ที่สำคัญ คือศักยภาพการบังคับทิศทางค่าเงินของ ธปท.มีข้อจำกัดมากขึ้น
ทั้งนี้ การที่ ธปท.ยอมรับว่าทำเต็มที่แล้วอาจถูกตีความได้ 2 ทาง คือ
1.สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการทิศทางค่าเงินของ ธปท.มีกระสุนจำกัด ส่งผลให้ตลาดลดความยำเกรงต่อการดำเนินมาตรการของธนาคารกลาง
2.ในแง่ดีเป็นครั้งแรกๆที่ธนาคารกลางออกสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงทวิภาคีที่ไทยทำไว้กับกระทรวงการคลังสหรัฐฯตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ที่ระบุว่าไทยจะต้องเปิดเผยข้อมูลการแทรกแซงค่าเงิน
ซึ่งทำให้ ธปท. ไม่สามารถแทรกแซงค่าเงินได้อย่างอิสระคือ ดังนั้นด้วยเหตุนี้ ธปท. จึงพยายามส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจให้หันมาดูแลตัวเองมากขึ้นและให้ตระหนักว่าเรื่องค่าเงินเป็นวาระของทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท. เพียงลำพัง
สำหรับปัจจัยหนุนเงินบาทแข็งค่า หลักๆมาจากกระแสเงินทุนไหลเข้า ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่ามีแรงซื้อสุทธิจากต่างชาติทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างพิเศษเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่มักจะมีการขายสุทธิในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง และการทำจุดสูงสุดใหม่ของทองคำ
แต่อย่างไรก็ตามหากดูตั้งแต่ต้นปี เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 1% ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชีย ถือว่าไม่ได้รุนแรงเกินไปเมื่อเทียบกับเงินสิงคโปร์หรือริงกิตมาเลเซียที่แข็งค่ามากกว่าไทย
“ระยะข้างหน้าเงินบาทยังรักษาระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นแนวรับสำคัญ โดยดอลลาร์จะไม่เข้าสู่ทิศทางอ่อนค่ารุนแรง แต่อาจเคลื่อนไหวในทางอ่อนค่าสลับกับการทรงตัว เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งเห็นจากดัชนีตลาดหุ้นยังทำจุดสูงสุดใหม่ การอ่อนค่าของดอลลาร์บางช่วงอาจเกิดจากตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวหรือการแข็งค่าขึ้นเร็วของค่าเงินเยน ซึ่งกระทบต่อเนื่องยังดอลลาร์และบาทระยะสั้น”
- สรท.เจรจาเอ็กซิมแบงก์ดูแลตัวเอง
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ได้หารือนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ถึงผลกระทบผู้ส่งออก
ซึ่ง สรท.เสนอแนวทางสำคัญ 2 ประการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน คือ
1.การทำ Hedging หรือการทำประกันความเสี่ยงค่าเงินให้ยาวนานขึ้น จาก 6 เดือน ให้สามารถเจรจาขยายระยะเวลาออกไปได้นานขึ้น เพื่อช่วยล็อกความเสี่ยงไว้ในระยะยาว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการค้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
2.การส่งเสริมใช้สกุลเงินท้องถิ่นกับประเทศคู่ค้า โดยเลือกประเทศที่ธนาคารบริหารจัดการการแลกเปลี่ยนสกุลเงินได้ เช่น การค้ากับซาอุดีอาระเบีย อาจตกลงซื้อขายกันด้วยสกุลเงินของคู่ค้า พร้อมกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ซึ่งจะลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์
ทั้งนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาดูแลในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าผู้ส่งออกส่วนใหญ่สามารถปรับตัวและยอมรับแนวทางนี้ได้ เนื่องจากค่าเงินของประเทศคู่ค้าของไทย มีความผันผวนไม่สูงเมื่อเทียบกับเงินบาท
“การใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ทั้งการทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า และการขยายระยะเวลาล็อกอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการค้าด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการช่วยผู้ประกอบการรับมือกับความผันผวนค่าเงินระยะนี้” นายธนากร กล่าว
- “ทรัมป์”ไฟเขียวดอลลาร์อ่อนค่า
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 4 ปี เมื่อวันที่ 28 ม.ค. และปรับตัวลงรายวันรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การประกาศมาตรการภาษีเมื่อปีที่แล้ว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาไม่คิดว่าเงินดอลลาร์อ่อนค่ามากเกินไป ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้บรรดานักวิเคราะห์มองว่าเป็นเหมือนการให้สัญญาณไฟเขียว ถึงทิศทางยุคดอลลาร์อ่อนค่า
สตีเฟน เจน ผู้ก่อตั้งบริษัทยูไรซอน เอสแอลเจ แคปิทัล เปิดเผยกับบลูมเบิร์กว่า มุมมองของรัฐบาลทรัมป์ต่อค่าเงินดอลลาร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงขาลงระลอกใหม่ เนื่องจากรัฐบาลต้องการอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อผู้ส่งออกสหรัฐ
ซึ่งเป็นอดีตนักกลยุทธ์ค่าเงินของธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ และผู้พัฒนาทฤษฎี “ดอลลาร์สไมล์” กล่าวว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงระลอกถัดไปของเงินดอลลาร์ และหลายคนอาจยังไม่พร้อมรับมือ มีนักวิเคราะห์ค่าเงินทั้งรุ่นที่คุ้นชินกับดอลลาร์แข็งค่าและเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง และไม่สามารถประมวลภาพของดอลลาร์อ่อนค่าไปพร้อมกับเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งได้
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่รัฐไอโอวาเมื่อวันอังคารว่า การอ่อนค่าล่าสุดของเงินดอลลาร์เป็นผลดีต่อภาคธุรกิจสหรัฐ แม้ถ้อยแถลงลักษณะนี้จะสอดคล้องกับท่าทีของเจ้าหน้าที่สหรัฐในอดีต
แต่คำพูดดังกล่าวกลับสร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดเงินโลกตั้งแต่วันอังคาร เนื่องจากถูกตีความว่าเป็น “การยอมรับ” การอ่อนค่ารุนแรงของดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา





