วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

ธปท.ทุ่มคุม ‘ค่าเงิน’ เต็มศักยภาพ ทุนสำรองพุ่งทำ ’นิวไฮ‘ บาทแข็งค่าสุดอันดับ 2 ภูมิภาค

ธปท.ทุ่มคุม ‘ค่าเงิน’ เต็มศักยภาพ ทุนสำรองพุ่งทำ ’นิวไฮ‘ บาทแข็งค่าสุดอันดับ 2 ภูมิภาค

ธปท.ทุ่มคุม ‘ค่าเงิน’ เต็มศักยภาพ ทุนสำรองพุ่งทำ ’นิวไฮ‘ บาทแข็งค่าสุดอันดับ 2 ภูมิภาค การแข็งค่าของ “ค่าเงินบาท” ไม่ได้เกี่ยวโยงเพียง จากการนำเข้าหรือส่งออกที่ทำให้เงินบาทผันผวน หรือเกี่ยวโยงจากการเคลื่อนไหวของ “ดอลลาร์”เท่านั้น แต่สิ่งที่เข้ามา “ซ้ำเติม” และกระทบค่าเงินบาทคือ “การซื้อขายทองผ่านแอปที่ใช้เงินบาทเป็นสื่อกลาง ที่ไม่มีกลไกทางการเงินเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจังมาก่อน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” จัดโดยมติชน ว่า สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง และหลุดระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ กลับมาแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี 10 เดือน 

ในขณะที่ราคาทองคำตลาดโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยปี 2568 ราคาปรับขึ้น 65% และนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาทองขึ้น 20% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาททันที

โดยที่ผ่านมา ธปท.พยายามแก้ปัญหา และดูแลเงินบาทต่อเนื่องเพื่อดูแลความผันผวน โดยเฉพาะในยุคที่ตนเป็นผู้ว่าการ ที่ปัจจุบันเข้าไปดูแลตลาดรุนแรง มากกว่าช่วงที่ผ่านมา เพื่อดูแลค่าเงินบาทเต็มที่เต็มศักยภาพเท่าที่ ธปท.ทำได้ในกรอบข้อตกลงของสหรัฐ (currency manipulation)

ดังนั้น ธปท.ต้องดูแลจัดการธุรกรรมทองที่เชื่อมโยงกับเงินบาทมีเป้าหมาย 2 ประการ คือ

 

1.การลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท โดยเฉพาะแรงกดดันระยะสั้นที่เกิดจากการขายทองพร้อมกันในปริมาณมาก

2.การแก้ปัญหาทุนเทา เพราะทองคำถูกใช้เป็นช่องทางในการแปลงเงินจำนวนมากให้หลุดออกจากระบบตรวจสอบได้ง่าย

รวมทั้งหากย้อนดูพฤติกรรมการซื้อขายทองคำที่มีผลต่อเงินบาท โดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่องทำให้ประชาชนจำนวนมากย้ายเงินออกจากตลาดหุ้นเข้าสู่ตลาดทองคำ การซื้อทองไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เกิดขึ้น “ทุกวัน” เป็นการสะสมต่อเนื่อง กระจายดีมานด์ออกไประยะยาว ซึ่งช่วงที่ซื้อสะสมนั้นผลกระทบต่อค่าเงินบาทอาจไม่ชัดเจนมากนัก

แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นรุนแรงในวันที่ราคาทองขึ้นแรงเพราะพฤติกรรมผู้ถือทองจำนวนมากจะเปลี่ยนจากการซื้อสะสมมาเป็นการขายพร้อมกันช่วงเวลาสั้น เช่น ภายใน 3-5 วัน เมื่อมีการขายขึ้นพร้อมกันปริมาณมหาศาลทำให้ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท

ทั้งนี้ด้วยปริมาณธุรกรรมที่สูงมากมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทจึงรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด โดยพบบางช่วงที่เงินบาทแข็งค่าเร็วจะมีแรงขายดอลลาร์จากธุรกรรมทองคำมีสัดส่วนสูงถึง 45% ของการขายดอลลาร์ทั้งหมดในประเทศ และบางช่วงสัดส่วนเคยสูงถึง 62%

  • ค้าทองคำกระทบค่าเงินบาทหนัก

ดังนั้นสะท้อนว่าค่าเงินบาทบางช่วงเวลาถูกขับเคลื่อนโดยตลาดทองคำมากกว่าปัจจัยเศรษฐกิจพื้นฐานที่ถือเป็นปัญหา เพราะการแข็งค่าของเงินบาทลักษณะนี้ไม่สะท้อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่สร้างผลกระทบตรงต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก และภาคการผลิต

“ธุรกิจทองคำเป็นธุรกิจที่มีวอลุ่มการซื้อขายต่อวันสูงมากจนบางช่วงมีมูลค่าสูงกว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่แทบไม่มีการกำกับดูแล ต่างจากตลาดทุนที่มีหน่วยงานกำกับดูแลเข้มงวด เป็นช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ปล่อยให้ความผันผวนในตลาดหนึ่งกระทบเสถียรภาพค่าเงิน”

ทั้งนี้ ธปท.ออกประกาศหลักเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินตราฉบับใหม่ที่กำหนดให้ผู้ซื้อหรือขายทองคำที่มีการนำเข้าหรือส่งออกทองคำ 5 ปีย้อนหลัง มีมูลค่าเกิน 10,000 ล้านบาท ต้องรายงาน ธปท.ซึ่งหลังจากนี้จะออกประกาศอีก 2 ฉบับ ภายในวันที่ 30 ม.ค.2569 เพื่อช่วยกำกับดูแลการค้าทอง ได้แก่ 

1.การกำหนดให้ร้านทองเก็บข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่เกินกว่า 20 ล้านบาท 

2.การกำหนดเพดานการซื้อขายทองคำให้ซื้อขายได้ไม่เกินกว่า 50 ล้านบาท

  • ทุนสำรอง-ทองคำทำออลไทม์ไฮ

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (จำกัด) กล่าวว่า หากดูทุนสำรองระหว่างล่าสุด วันที่ 16 ม.ค.2569 สุทธิอยู่ที่ 307,232 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1,635 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 0.5% นับตั้งแต่ปลายปี 2568 ถือเป็นสถิติสูงใหม่ต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ ทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากทุนสำรองที่เป็นทองคำมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 2,111 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจเกิดได้จากทั้งมูลค่าทองคำตลาดโลกสูงขึ้นหรือการซื้อทองคำเพิ่มเพื่อเก็บเป็นทุนสำรอง และสินทรัพย์ต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 187 ล้านดอลลาร์

รวมทั้ง ค่าเงินบาทวันที่ 28 ม.ค.2569 แข็งค่าหลุดระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 30.86 บาทต่อดอลลาร์ เป็นการแข็งค่าสุดรอบ 4 ปี 10 เดือน โดยถ้านับตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงปัจจุบันแข็งค่าขึ้น 2.2% 

นอกจากนี้หากเทียบในภูมิภาคพบว่าเงินบาทแข็งค่าเป็นอันดับที่ 2 โดยอันดับ 1 ริงกิตมาเลเซีย แข็งค่า 3.7% อันดับ 2 เงินบาทแข็งค่า 2.2% และอันดับ 3 ดอลลาร์สิงคโปร์ แข็งค่า 2%

สำหรับสาเหตุที่เงินบาทแข็งค่าเร็วในช่วงไม่ถึง 1 เดือน ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นผลจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยเสริมอื่น ได้แก่

1.ความอ่อนแอของค่าเงินดอลลาร์ หลังดอลลาร์รับแรงกดดันจากทัศนคติของตลาดที่มองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยแม้ไม่ใช่เร็วๆ นี้แต่พูดถึงต่อเนื่อง รวมถึงความเสี่ยงจากสงครามการค้า และความเห็นต่างของสหรัฐกับยุโรปในประเด็นเศรษฐกิจ

2.ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องรายวัน โดยตั้งแต่ต้นปีสูงขึ้นถึง 21.8% เนื่องจากค่าเงินบาทมักเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับราคาทองคำ ไทยจึงได้รับผลกระทบจากปัจจัยนี้ด้วย

3.กระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติไหลในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร (Bonds) โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรที่บางวันมียอดไหลเข้าสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท ซึ่งภาพรวม YTD มียอด Inflow สุทธิรวมกัน 33,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ธปท.เข้าไปดูแลเงินบาทต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งเข้าใจได้เนื่องจากสเกลการแข็งค่าอยู่ลำดับต้นของภูมิภาค และไม่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในประเทศมารองรับการแข็งค่าที่รวดเร็วเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของค่าเงินจึงมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก

  • ชี้แบงก์ชาติเตือนให้ตลาดปรับตัว

นายสงวน จุงสกุล ผู้บริหารฝ่ายธุรกิจสายงานตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การที่ ธปท.ส่งสัญญาณว่าดำเนินมาตรการดูแลค่าเงินบาทเต็มศักยภาพ ส่งผลให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Research) อยู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และการยอมรับถึงการแทรกแซงที่เกิดขึ้นชัดเจนสะท้อนถึงประเด็นใหม่ที่สำคัญคือ ศักยภาพการบังคับทิศทางค่าเงินของ ธปท.มีข้อจำกัดมากขึ้น

ทั้งนี้ การที่ ธปท.ยอมรับว่าทำเต็มที่แล้วอาจถูกตีความได้ 2 ทาง คือ 

1.สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการทิศทางค่าเงินของ ธปท.มีกระสุนจำกัด ส่งผลให้ตลาดลดความยำเกรงต่อการดำเนินมาตรการของธนาคารกลาง 

2.ในแง่ดีเป็นครั้งแรกๆ ที่ธนาคารกลางออกสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงทวิภาคีที่ไทยทำไว้กับกระทรวงการคลังสหรัฐตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ที่ระบุว่าไทยจะต้องเปิดเผยข้อมูลการแทรกแซงค่าเงิน

ซึ่งทำให้ ธปท. ไม่สามารถแทรกแซงค่าเงินได้อย่างอิสระคือ ดังนั้นด้วยเหตุนี้ ธปท. จึงพยายามส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจให้หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น และให้ตระหนักว่าเรื่องค่าเงินเป็นวาระของทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท. เพียงลำพัง

สำหรับปัจจัยหนุนเงินบาทแข็งค่า หลักๆ มาจากกระแสเงินทุนไหลเข้า ในช่วงเดือนมกราคม ที่ผ่านมา พบว่ามีแรงซื้อสุทธิจากต่างชาติทั้งในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างพิเศษเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มักจะมีการขายสุทธิในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง และการทำจุดสูงสุดใหม่ของทองคำ

แต่อย่างไรก็ตามหากดูตั้งแต่ต้นปี เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 1% ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชีย ถือว่าไม่ได้รุนแรงเกินไปเมื่อเทียบกับเงินสิงคโปร์หรือริงกิตมาเลเซียที่แข็งค่ามากกว่าไทย

ระยะข้างหน้าเงินบาทยังรักษาระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นแนวรับสำคัญ โดยดอลลาร์จะไม่เข้าสู่ทิศทางอ่อนค่ารุนแรง แต่อาจเคลื่อนไหวในทางอ่อนค่าสลับกับการทรงตัว เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งเห็นจากดัชนีตลาดหุ้นยังทำจุดสูงสุดใหม่ การอ่อนค่าของดอลลาร์บางช่วงอาจเกิดจากตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวหรือการแข็งค่าขึ้นเร็วของค่าเงินเยน ซึ่งกระทบต่อเนื่องยังดอลลาร์ และบาทระยะสั้น”

  • สรท.เจรจาเอ็กซิมแบงก์ดูแลตัวเอง

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ได้หารือนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ถึงผลกระทบผู้ส่งออก

ซึ่ง สรท.เสนอแนวทางสำคัญ 2 ประการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน คือ 

1.การทำ Hedging หรือการทำประกันความเสี่ยงค่าเงินให้ยาวนานขึ้น จาก 6 เดือน ให้สามารถเจรจาขยายระยะเวลาออกไปได้นานขึ้น เพื่อช่วยล็อกความเสี่ยงไว้ในระยะยาว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการค้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

2.การส่งเสริมใช้สกุลเงินท้องถิ่นกับประเทศคู่ค้า โดยเลือกประเทศที่ธนาคารบริหารจัดการการแลกเปลี่ยนสกุลเงินได้ เช่น การค้ากับซาอุดีอาระเบีย อาจตกลงซื้อขายกันด้วยสกุลเงินของคู่ค้า พร้อมกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ซึ่งจะลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์

ทั้งนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาดูแลในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าผู้ส่งออกส่วนใหญ่สามารถปรับตัว และยอมรับแนวทางนี้ได้ เนื่องจากค่าเงินของประเทศคู่ค้าของไทย มีความผันผวนไม่สูงเมื่อเทียบกับเงินบาท

“การใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ทั้งการทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า และการขยายระยะเวลาล็อกอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการค้าด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการช่วยผู้ประกอบการรับมือกับความผันผวนค่าเงินระยะนี้” นายธนากร กล่าว

  • ทรัมป์” ไฟเขียวดอลลาร์อ่อนค่า

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 4 ปี เมื่อวันที่ 28 ม.ค.69 และปรับตัวลงรายวันรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การประกาศมาตรการภาษีเมื่อปีที่แล้ว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอังคาร ว่า เขาไม่คิดว่าเงินดอลลาร์อ่อนค่ามากเกินไป ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้บรรดานักวิเคราะห์มองว่าเป็นเหมือนการให้สัญญาณไฟเขียว ถึงทิศทางยุคดอลลาร์อ่อนค่า

สตีเฟน เจน ผู้ก่อตั้งบริษัทยูไรซอน เอสแอลเจ แคปิทัล เปิดเผยกับบลูมเบิร์กว่า มุมมองของรัฐบาลทรัมป์ต่อค่าเงินดอลลาร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงขาลงระลอกใหม่ เนื่องจากรัฐบาลต้องการอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อผู้ส่งออกสหรัฐ

ซึ่งเป็นอดีตนักกลยุทธ์ค่าเงินของธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ และผู้พัฒนาทฤษฎี “ดอลลาร์สไมล์” กล่าวว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงระลอกถัดไปของเงินดอลลาร์ และหลายคนอาจยังไม่พร้อมรับมือ มีนักวิเคราะห์ค่าเงินทั้งรุ่นที่คุ้นชินกับดอลลาร์แข็งค่า และเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง และไม่สามารถประมวลภาพของดอลลาร์อ่อนค่าไปพร้อมกับเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งได้

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่รัฐไอโอวาเมื่อวันอังคาร ว่า การอ่อนค่าล่าสุดของเงินดอลลาร์เป็นผลดีต่อภาคธุรกิจสหรัฐ แม้ถ้อยแถลงลักษณะนี้จะสอดคล้องกับท่าทีของเจ้าหน้าที่สหรัฐในอดีต

แต่คำพูดดังกล่าวกลับสร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดเงินโลกตั้งแต่วันอังคาร เนื่องจากถูกตีความว่าเป็น “การยอมรับ” การอ่อนค่ารุนแรงของดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์