“ทิม” สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด‘ มองเศรษฐกิจไทยเปราะครึ่งแรก เงินเฟ้อติดลบยาว และความไม่แน่นอนทางการเมือง กดดัน กนง.ต้องลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ
"ทิม ลีฬหะพันธุ์" นักเศรษฐกิจอาวุโส ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจไทยปีนี้ มอง GDP ไว้ที่ 2% ซึ่งแม้จะดูสูงกว่าสำนักวิเคราะห์อื่นที่มองไว้เพียง 1.5 - 1.6% แต่เหล่านี้ยังเป็นการประเมินภาพภายใต้ระมัดระวัง
โดยมองเศรษฐกิจเป็นสองช่วงครึ่งปีแรกจะเติบโตเพียง 0.7% เนื่องจากขาดปัจจัยขับเคลื่อนและยังไม่มีรัฐบาลตัวจริงเข้ามาบริหารจัดการงบประมาณ ก่อนที่จะไปเร่งตัวขึ้นเป็น 3.4% ในครึ่งปีหลัง เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลและเริ่มมีความชัดเจนทางการเมือง
โดยประเด็นทางการเมือง หลังเลือกตั้งน่าจะยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทันที โดยหากดูจากสถิติปี 2023 ที่ใช้เวลาถึง 119 วัน นับจากวันเลือกตั้งจนถึงวันที่นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อสภา
ดังนั้นหากการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คาดว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถเริ่มทำงานได้จริงในช่วงปลายเดือนมิถุนายน
ในช่วง 119 วันนี้ จะเป็นกระบวนการนับคะแนน, ฟอร์มรัฐบาล, เลือกประธานสภา และเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นช่วงสูญญากาศที่ทำให้เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกเติบโตได้ต่ำ
แต่กรณีเลวร้าย หากยังไม่ความชัดเจนทางการเมือง ผลที่ตามมาอาจทำให้เกิดความล่าช้าของงบประมาณแผ่นดินตามมาได้
โดยหากดูตามสถิติของปี 2023 ต้องใช้เวลาอีกกว่า 200 วันหลังจากนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย กว่าที่จะมีงบประมาณพร้อมใช้จริง หากนำตัวเลข 200 วันมาคำนวณต่อจากช่วงปลายเดือนมิถุนายน งบประมาณใหม่อาจพร้อมใช้ในช่วงมกราคมปีถัดไป
ซึ่งหมายความว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้อาจจะยังไม่มีงบประมาณใหม่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
แต่จะมีงบประมาณบางส่วนใช้ได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีปฏิทินซึ่งเป็นช่วงปลายปีงบประมาณปัจจุบัน กรณีนี้มองว่า จีดีพีจะหายไปครึ่งหนึ่งของ 3.4% มาเหลือเพียง 1.7% ซึ่งจะส่งผลให้จีดีพีทั้งปีต่ำกว่าที่ประเมินไว้ มาอยู่ที่ 1.3-1.4%
"หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด เช่น การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้ากว่าเดือนมิถุนายน หรือไม่มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาส 3 GDP ทั้งปีอาจลดลงจาก 2% ไปอยู่ที่ระดับ 1.3 - 1.4% ซึ่งจะใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของแบงก์ชาติและสำนักอื่นๆ ในขณะที่กลไกขับเคลื่อนหลักในครึ่งปีแรกจะมาจากภายในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากภาคการส่งออกต้องเผชิญกับฐานที่สูงจากปีก่อนและยังมีความไม่ชัดเจนเรื่องมาตรการภาษี Tariff ในระดับโลก"
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินจีดีพีครึ่งปีแรงที่ค่อนข้างต่ำ โดยขยายตัวเพียง 0.7% เท่านั้น อาจทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยได้ในวันที่ 25 ก.พ.2569 นี้ ที่ 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1% ในขณะที่ตลาดส่วนใหญ่ยังมองว่าแบงก์ชาติจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ จากความเสี่ยงด้านต่ำ (downside risk) ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ หากเศรษฐกิจแย่กว่าคาด ภายใต้การไม่มีความชัดเจนทางการเมือง มีโอกาสเป็นไปได้ที่กนง. จะลดดอกเบี้ยลงอีก มาอยู่ระดับต่ำกว่า 1% ได้ในปีนี้
"สาเหตุที่ตลาดส่วนใหญ่มองว่าแบงก์ชาติจะยังไม่ลดดอกเบี้ยทันที เป็นเพราะถ้อยแถลงของแบงก์ชาติในช่วงต้นเดือนที่ระบุว่า policy space มีจำกัด และดอกเบี้ยอาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่เรามองว่าลดได้ จากเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตน้อยกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน"
ด้านอัตราเงินเฟ้อของไทยยังคงติดลบต่อเนื่องมาแล้วถึง 8-9 เดือนและจากการคาดการณ์ระบุว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในภาวะติดลบไปเกือบตลอดทั้งปี หรืออย่างน้อยที่สุดจนถึงเดือนกันยายน ซึ่งปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อที่ติดลบนี้เป็นเหตุผลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจลดดอกเบี้ยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์
สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาท ยังคงอยู่ในทิศทางแข็งค่าในช่วงไตรมาสที่ 1 เป็นอย่างน้อย ปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้บาทแข็งค่ามาจากความเชื่อมั่นในตลาดที่เป็นบวกหลังการเลือกตั้ง (Election Rally)จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่คาดหวังว่าจะกลับมาในช่วงเทศกาลตรุษจีน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพุ่งขึ้นของราคาทองคำ แม้ว่าแบงก์ชาติจะเตรียมประกาศมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลปัญหาบาทแข็งในสัปดาห์นี้ (ช่วงปลายเดือนมกราคม) แต่ตลาดยังคงตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการเหล่านั้น
สะท้อนจากค่าเงินบาทที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่ระดับ 30.5 - 30.6 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่แข็งค่ามากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา





