วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ทุน'ดาต้าเซนเตอร์-เอไอ’ เข้าไทย หนุนจีดีพีวงแคบ ซ้ำผันเงินไหลออก

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ทุน'ดาต้าเซนเตอร์-เอไอ’ เข้าไทย หนุนจีดีพีวงแคบ ซ้ำผันเงินไหลออก

ท่ามกลางกระแสการโยกย้ายฐานการลงทุนด้าน “เทคโนโลยีดิจิทัล” ของโลกนั้น “ประเทศไทย” เป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นหมุดหมายสำคัญที่กำลังก้าวเข้าสู่ระลอกใหม่ของ “การลงทุน” ทั้งด้าน “ศูนย์ข้อมูล” (Data Center) , “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) และ Cloud ซึ่งถูกจับตาในฐานะ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในระยะต่อไป

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเริ่มเห็น “กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ชั้นนำ” ของไทย มีการเข้าไปลงทุนเกี่ยวกับ ดาต้าเซนเตอร์ , เอไอ หรือระบบคลาวด์ มากขึ้น

สะท้อนว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับระลอก (Wave) ของการลงทุนจากต่างประเทศในด้านนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักเกิดจากการที่ศูนย์ข้อมูลในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “สิงคโปร์ และมาเลเซีย” เริ่มมีความหนาแน่นจนเต็มขีดความสามารถ ทำให้เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ไหลเข้าสู่ประเทศไทยแทน

อีกทั้งประเทศไทยเองมี “จุดแข็ง” ที่ดึงดูดนักลงทุนจาก “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่มีความพร้อม ซึ่งมีความจำเป็นต่อ “ดาต้าเซนเตอร์” ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำที่เพียงพอ และที่สำคัญคือ “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของ “เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ” ในการตัดสินใจเลือกฐานที่ตั้งในไทย

 

“วันนี้ไทยอาจไม่ได้เน้นการพัฒนา AI ในระดับ High-end เหมือนกับจีน แต่เราจะอยู่ในระดับกลางโดยเน้นไปที่การเชื่อมโยงกับระบบของจีนเพื่อสนับสนุนในด้านการปฏิบัติงานมากกว่า ซึ่งถือว่าไทยเป็นตัวสนับสนุนที่สำคัญ และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในห่วงโซ่นี้”

  • เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบ ศก.ไทยจำกัด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าจากโครงการลงทุนที่เอื้อให้ไทย “ขายที่ดิน” และ “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ” (FDI) เพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่เงินเหล่านี้อาจยังไม่สะพัดเข้าสู่ระบบ “เศรษฐกิจไทย” อย่างเต็มที่ในทันที

เนื่องจากโครงการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นลักษณะ High Import Content หรือมีการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์สูง และมักใช้บริษัทก่อสร้างรวมถึงวิศวกรจากประเทศจีนเป็นหลัก ทำให้เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังประเทศต้นทางมากกว่าจะกระจายสู่ธุรกิจท้องถิ่น

“วันนี้เราจะได้ประโยชน์เพียงจากการขายทรัพยากรพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟ หรือ ที่ดิน แต่ในส่วนของการก่อสร้างเราแทบไม่ได้อะไรเลย เพราะแม้แต่หิน ปูน ทราย หรือแผ่นพรีคาสท์ก็นำเข้ามาจากจีน ดังนั้น ไทยต้องไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแต่ต้องเกิด Technology Transfer ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ได้ เราต้องหาจุดยืนให้เจอว่าในจิ๊กซอว์เทคโนโลยีนี้ ไทยจะอยู่ตรงไหนที่ไม่ใช่แค่คนขายอินเทอร์เน็ต หรือพื้นที่ฝากข้อมูล สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งทำคือ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยี AI และดิจิทัลเหล่านี้”

  • ไทยได้ประโยชน์จำกัด-สุดท้ายเงินไหลออก

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า แม้จะเริ่มเห็นโครงการขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น แต่มองว่าประเทศไทยอาจจะได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ หากไม่มีการวางแผนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง

เนื่องจากเงินลงทุนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเน้นไปที่ “โครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งหากมีการลงทุนในไทยประมาณ “หนึ่งหมื่นล้านบาท” พบว่าอย่างน้อย 80-90% เป็นการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ (Import Content) เช่น การซื้อเซิร์ฟเวอร์ ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจึง “จำกัด” อยู่เพียงแค่การขายที่ดิน การรับเหมาก่อสร้าง และการผลิตฮาร์ดดิสก์เพียงบางส่วนเท่านั้น ทำให้การได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนมหาศาลนี้ยังมีข้อจำกัดอย่างมาก

นอกจากนี้ ประโยชน์ในด้านการสร้างงานจากการลงทุนใน AI เพียงอย่างเดียวก็ค่อนข้างจำกัด เพราะหากประเทศไทยไม่สามารถสร้างชุมชนที่สามารถนำ AI ไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ เราก็จะไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้

อีกทั้งธุรกิจเหล่านี้ยังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงาน เนื่องจาก “ดาต้า เซนเตอร์” กินไฟมหาศาล แม้ไทยจะมีพลังงานสำรองมาก แต่ถ้าไม่มีการสร้างพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ หรือไม่มีระบบการซื้อขายพลังงานที่เสรีซึ่งสะท้อนราคาที่แท้จริง ประเทศไทยก็ยังต้องนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศเพื่อมาผลิตไฟฟ้าให้ AI ใช้อยู่ดี ซึ่งกลายเป็นต้นทุนของประเทศแทนที่จะเป็น “กำไร”

  • เปิดแนวทางเพิ่มมูลค่าเข้า ศก.ไทย

ดังนั้น แนวทางสำคัญที่ไทยควรทำคือ การตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เงินลงทุนเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การดึงเงินลงทุนด้านอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติม และการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำ เราควรสร้าง “เอไอ ฮับ” (AI Hub) หรือ AI Community เพื่อให้คนในประเทศได้ใช้ประโยชน์จากบริการของ AI Provider รายใหญ่

เช่น Amazon Web Service (AWS) ที่ให้ความสำคัญกับไทยมากขึ้นจน “ยกระดับ” ให้เป็น Region ซึ่งมีมาตรฐานการบริการเทียบเท่าประเทศสิงคโปร์ เมื่อไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ใกล้ตัว มีความเร็วสูง และมีบริการที่หลากหลาย เราจึงควรใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้เต็มที่เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ และหลีกเลี่ยงการเสียโอกาสในเมกะเทรนด์ของโลกนี้

ในส่วนของมูลค่าการลงทุนที่หลายคนคาดการณ์ว่าอาจสูงถึงหลักแสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงยังอยู่ที่ผู้ขายที่ดิน และผู้รับเหมาจะได้ประโยชน์ แต่ส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดคือ ชิปประเทศไทยแทบไม่ได้ประโยชน์ในส่วนนี้เลย เพราะเราไม่มีห่วงโซ่อุปทานด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง

  • ชี้ไทยต้องปรับโครงสร้างซื้อ-ขายไฟฟ้า

“หากจะให้ไทยได้ประโยชน์ อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการขายไฟฟ้า โดยการสร้าง Trading Platform ที่อนุญาตให้ผู้ซื้อ และผู้ขายไฟฟ้ามาเจอกันได้โดยตรง

ปัจจุบันประเทศไทยซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวเป็นฐานในราคาที่ต่ำที่สุดเพราะเป็นไฟจากเขื่อนที่รันตลอด 24 ชั่วโมง

ในขณะที่ “ดาต้าเซนเตอร์” ต้องการพลังงานหมุนเวียน 100% และยินดีจ่ายในราคาที่แพงกว่าปกติ แต่ปัญหาคือ ระบบของการไฟฟ้าบ้านเราเป็นการซื้อเหมา และตั้งราคาขายรวม ทำให้ผู้ซื้อ และผู้ขายที่ต้องการพลังงานสะอาดไม่สามารถเจอกันได้โดยตรง หากมีแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นโดยที่รัฐไม่ต้องให้เงินอุดหนุน



ดังนั้น ในแง่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Engine) ของไทยได้ หากพิจารณาแค่การสร้าง “ดาต้า เซนเตอร์” เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้ เพราะไม่สร้างงานจำนวนมาก


ดังนั้น สิ่งที่ไทยจำเป็นต้องทำคือ การสร้างคนที่มีทักษะในการดูแลระบบและสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมนี้ได้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งต้นน้ำ และปลายน้ำ หากไทยไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมปลายน้ำมาใช้ประโยชน์จากดาต้าเซนเตอร์ได้ เราอาจจะเสียเปรียบในลักษณะที่ดาต้า เซนเตอร์ ในไทยไปตอบสนองความต้องการของประเทศอื่นอย่าง “สิงคโปร์หรือเวียดนาม” แทน

  • เครื่องยนต์ใหม่ทาง ศก.ไม่ผันเงินเข้าบ้าน

ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การที่ยักษ์ใหญ่ภาคเอกชนเริ่มประกาศตัวเข้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ทั้ง ดาต้าเซนเตอร์ และ คลาวด์ เอไอ ที่ถูกมองว่าอาจเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทยนั้น แม้โครงการเหล่านี้จะช่วยหนุน “เศรษฐกิจไทย” ได้จริงในภาพรวม

แต่มี “ข้อจำกัด” ที่สำคัญคือ ความกระจุกตัวของผลประโยชน์ กลุ่มคนที่จะได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมนี้มีจำนวนไม่มากนัก และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ใช่ประเภทของอุตสาหกรรมที่จะเกิดการจ้างงานในปริมาณมหาศาลอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้

ดังนั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์หลักคือ “กลุ่มเจ้าของที่ดิน” และ “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน” เช่น ระบบไฟฟ้าและระบบน้ำ ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานอื่น ๆ เช่น งานก่อสร้าง ก็อาจจะได้รับอานิสงส์บ้าง แต่ในส่วนของอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

สิ่งนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากอาจจะไหลออกสู่ต่างประเทศ มากกว่าจะหมุนเวียนอยู่ภายในเศรษฐกิจฐานรากของไทย

  • ห่วงประโยชน์เข้าระบบเศรษฐกิจจำกัด

หากเราเทียบธุรกิจของ ดาต้าเซนเตอร์ เหมือนการปล่อยเช่าพื้นที่สำนักงาน ผู้ประกอบการที่สร้าง ดาต้าเซนเตอร์ จะได้รับรายได้ในรูปแบบค่าเช่า ซึ่งนับเป็นกระแสเงินสดไหลเข้าที่ดีสำหรับบริษัทผู้ลงทุน แต่ผลกระทบเชิงบวกนี้กลับไม่กระจายตัวไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สร้างเสร็จแล้ว มันไม่ได้ต้องการแรงงานคนจำนวนมากในการเดินระบบ ส่งผลให้ผลประโยชน์วนเวียนอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ หรือกลุ่มทุนระดับบนของประเทศที่มีความพร้อมด้านที่ดิน และเงินทุนเท่านั้น”

ดังนั้น จุดเปลี่ยนที่แท้จริงที่จะช่วยประเทศได้มากกว่าการเป็นแค่ที่ตั้ง ดาต้า เซนเตอร์คือ การนำ เอไอ มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานโดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีความซับซ้อนอย่างระบบราชการ หากสามารถนำเอไอเข้ามาลดความยุ่งยากในกระบวนการขอใบอนุญาต

หรือทำให้การติดต่อภาครัฐกลายเป็นศูนย์รวมจุดเดียวจะถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่เห็นผลชัดเจนกว่าการมองแค่การลงทุนก่อสร้างเพียงอย่างเดียว รวมถึงนำเอไอมาช่วยเพิ่มผลิตภาพ จะช่วยทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อสินค้าไทยได้มากขึ้น

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์