ก้าวย่างของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ตั้งแต่เริ่มเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ กว่า 3 เดือนนับแต่ปลายปี 2568 จนมาถึงปัจจุบัน
เริ่มทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง ใน “รั้วบางขุนพรหม” อย่างมาก ทั้งวิธีการทำงาน แนวคิดของ ธปท.ในปัจจุบันเองที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเหตุใดธนาคารกลางจึงต้อง “ลงมา” ทำเรื่องที่อยู่นอกกรอบงานดั้งเดิม ทั้งเรื่อง ทองคำ ธุรกรรมผิดปกติ เงินสด ทุนเทา หรือเศรษฐกิจใต้ดิน ทั้งที่ในอดีต ธปท. มักถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลนโยบายการเงิน ดูแลเสถียรภาพค่าเงิน และเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินเป็นหลัก
“วิทัย” ได้ฉายภาพถึงบทบาทของ “แบงก์ชาติ” ในปัจจุบันว่า หลังจากนี้จะค่อยๆ เห็นพันธกิจของ ธปท. เริ่มเปลี่ยนไป เพราะขณะนี้ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยคือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ยังไม่ถูกแก้ไข แม้จะผ่านมาเป็นสิบๆ ปี ปัญหาก็ยังคงเดิม
ดังนั้น หากธนาคารกลางยังยึดติดกับการดูแลเสถียรภาพในเชิงแคบ โดยไม่มองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกร่อนเศรษฐกิจ สุดท้ายแล้วเสถียรภาพที่พยายามรักษาไว้ก็จะถูกบั่นทอนลงไปเรื่อยๆ ธปท.จึงไม่สามารถ “นิ่งเฉย” ได้อีกต่อไป
บทบาทของ ธปท. ในวันนี้คือ การขยับจากการดูแลเสถียรภาพผ่านนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว ไปสู่การดูแลเสถียรภาพในความหมายที่กว้างขึ้น คือ “เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ” โดยรวม
ซึ่งรวมถึงการเข้าไปจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน และกำลังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อค่าเงิน ต่อระบบการเงิน และต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่
ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายปัญหาที่กำลังเผชิญ ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ “เป็นอยู่แล้ว” และถูกปล่อยให้ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน
หนึ่งในนั้นคือ เศรษฐกิจใต้ดิน หรือ Underground Economy ซึ่งรวมถึงเงินเทา การทำธุรกรรมที่ไม่อยู่ในระบบ และการใช้เงินสดในปริมาณมหาศาลโดยไม่มีที่มาอธิบายได้ชัดเจน
จึงเกิดตั้งคำถามว่า ปัญหาจากเงินเทาวันนี้คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือไม่ ในเมื่อมันฝังอยู่ในระบบเศรษฐกิจมานาน และส่งผลกระทบต่อกลไกตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคำตอบว่า “ใช่” ธปท. ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
เช่นเดียวกับปัญหาการซื้อขายทองคำในประเทศ ที่มีวอลุ่มการเทรดสูงถึงระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อวัน โดยไม่มีการกำกับดูแล และเมื่อมีการเทรดทองคำกันอย่างคึกคักในระดับนี้ และไม่มีใครคุม ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดทอง แต่ลามไปถึง “ค่าเงินบาท” และเสถียรภาพทางการเงินโดยรวม เหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องของตลาดใดตลาดหนึ่งเท่านั้น!
เมื่อธุรกรรมที่ไร้การกำกับ กำลังกลายเป็นตัวขยายความผันผวนต่อเงินบาทมากขึ้น โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำในปัจจุบันผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้สกุล “เงินบาท” ที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ไปกระทบค่าเงิน จากพฤติกรรมของผู้ลงทุนไทยที่มักจะเป็นการสะสมทองคำทีละน้อย แต่เมื่อราคาทองปรับตัวขึ้นแรง จะเกิดการเทขายพร้อมกันในปริมาณมาก
การเทขายลักษณะนี้หมายถึง การนำดอลลาร์ออกมาขายแลกเป็นเงินบาทในปริมาณมหาศาลภายในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และรุนแรงกว่าปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น แม้ทิศทางค่าเงินจะขึ้นอยู่กับดอลลาร์โลกเป็นหลัก แต่ทองคำได้กลายเป็น “ตัวเร่ง” ที่ทำให้ความผันผวนรุนแรงขึ้น
สุดท้ายแล้วหากปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเข้าไปดูแล ก็เท่ากับปล่อยให้ค่าเงินบาทถูกกระทบจากธุรกรรมที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับ ซึ่งในระยะยาวจะย้อนกลับมาสร้างปัญหาเชิงเสถียรภาพที่ ธปท.ก็อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
การเข้าไปจัดการเรื่อง ทองคำ เงินสด หรือธุรกรรมผิดปกติ จึงเป็นภารกิจของ ธปท. ที่จะเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นหลังจากนี้
“ถามว่าการทำสิ่งเหล่านี้เรากลัวการขัดแย้งกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่ เราไม่ได้กังวล เพราะเราไม่ได้ทำงานให้ใคร ไม่ได้เป็นนาย ก นาย ข ไม่ใช่เพราะ ธปท. เลือกเป้า แต่เป็นเพราะข้อเท็จจริงของธุรกรรมเองที่บางอย่างผิดปกติ และกระทบต่อระบบ ดังนั้นหน้าที่ของ ธปท.คือ การตรวจสอบเส้นทางเงิน และส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายดำเนินการต่อไป”
อีกหนึ่งภารกิจที่กำลังถูกพูดถึงในเวลานี้คือ การเข้าไปดูแลการเบิกถอนเงินสดในปริมาณสูง ซึ่งในอดีตอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในวันนี้ ธปท.มองว่าการถอนเงินสดระดับ 5-10 ล้านบาท หรือ 20 ล้านบาทขึ้นไป โดยไม่มีเหตุผลชัดเจนเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ต้องตรวจสอบ
“ถามว่าคนปกติการถอนเงินจำนวนมากๆ หากไม่ได้ทำธุรกิจเกินล้านบาท 5-10 ล้านบาท ถือว่าปกติหรือไม่ ไม่ปกติ ยกเว้นเทศกาลตรุษจีนที่พอจะเข้าใจได้ สำหรับครอบครัวใหญ่หรือธุรกิจที่ต้องการแจกตอนตรุษจีน แต่ตอนปกติการเบิกเงินจำนวนมากๆ เหล่านี้อาจบ่งบอกถึงสาเหตุจากเงินเทาได้ ดังนั้น การเข้าไปมอนิเตอร์ และส่งต่อข้อมูลให้ ปปง.ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อหยุดเงินทั้งหมดในทันที แต่เพื่อทำให้เงินใหม่ของขบวนการผิดกฎหมายออกสู่ระบบได้ยากขึ้น”
โดยหวังว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดการจ่ายเงินใต้โต๊ะ หรือเส้นทางที่ทำให้เกิด “เงินเทา” ได้ เพราะการจ่ายเงินลักษณะนั้น ยังต้องใช้เงินบาทเป็นหลัก เมื่อเงินสดออกยากขึ้น การทำธุรกรรมผิดกฎหมายก็จะทำได้ยากขึ้นตามไปด้วย
“วิทัย” มองว่าหาก ธปท.เลือกจะไม่ทำอะไรเลย จะเกิดอะไรขึ้น “มันก็จะเป็นอยู่แบบนี้” ปัญหาเชิงโครงสร้างก็จะยังคงอยู่ และค่อยๆ กัดกร่อนเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ สุดท้ายผลกระทบก็จะย้อนกลับมาสู่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการเงิน
ในมุมมองของเขาการไม่ลงมือทำ ไม่ใช่ความเป็นกลาง แต่คือ การปล่อยให้ปัญหาลุกลาม การเลือกลงมือ แม้จะต้องเผชิญแรงต้านหรือถูกมองว่าฉีกกรอบเดิมของแบงก์ชาติ คือ การทำหน้าที่เพื่อประเทศในระยะยาว
การเดินตามพันธกิจใหม่ครั้งนี้ เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การลงโทษใคร แต่คือ การทำให้ “ประเทศ” ได้ประโยชน์ คนได้ประโยชน์ และลดการกัดกร่อนของระบบเศรษฐกิจจากกิจกรรมที่อยู่นอกระบบได้
สุดท้ายแล้ว นิยามบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติ ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจซับซ้อน และเชื่อมโยงกันมากขึ้น เสถียรภาพจึงไม่อาจรักษาได้ด้วยการดูแลนโยบายการเงินอย่างเดียว หากแต่ต้องกล้าเข้าไปจัดการกับรากของปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการคุมทองคำ การตรวจสอบเงินสด การติดตามธุรกรรมผิดปกติ ล้วนไม่ใช่การฉีกกฎเพื่อสร้างภาพใหม่ แต่เป็นการฉีกภาพจำเดิมๆของแบงก์ชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับความจริงของเศรษฐกิจยุคใหม่ และเพื่อป้องกันไม่ให้เสถียรภาพที่ดูเหมือนมั่นคง ถูกกัดกร่อนลงไปทีละน้อยโดยที่ไม่มีใครรับผิดชอบ!!
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





