เคลียร์กันให้ชัดๆ สำหรับผู้ขายของผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส จะต้องยื่นภาษีเงินได้ รวมถึง ยื่น VAT หรือไม่ ยื่นเมื่อไหร่ และมีเงื่อนไข รายละเอียดอย่างไร
การเข้าร่วมขายสินค้าในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น เพราะมีลูกค้ากลุ่มใหญ่เข้ามาใช้สิทธิ แต่เมื่อรายได้เพิ่มสิ่งที่ตามมาคือ หน้าที่ด้านภาษีที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม หลายคนเริ่มสงสัยว่าเมื่อเราเข้าร่วมขายในโครงการแบบนี้ ต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง และต้องยื่นเมื่อไหร่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามหลัง บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจอย่างเป็นระบบ ชัดเจน และนำไปใช้ได้จริง
ทำไมผู้ขายในโครงการคนละครึ่งพลัส ต้องยื่นภาษีด้วย?
แม้จะเป็นรายย่อย หรือเป็นร้านเล็กๆ ที่เข้าร่วมโครงการ แต่รายได้จากการขายสินค้าไม่ว่าจะมาจากลูกค้าโดยตรง หรือมาจากภาครัฐที่สนับสนุนครึ่งหนึ่งของยอดซื้อ ก็ถือเป็น “รายได้จากการประกอบกิจการ” ทั้งหมด ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีเหมือนกับการขายสินค้าในชีวิตประจำวันทั่วไป
ดังนั้นเมื่อเข้าร่วมโครงการและมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น ก็ต้องจัดการภาษีให้ถูกต้องเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนนิติบุคคลก็ตาม
ภาษีแรก: ภาษีเงินได้ ต้องยื่นเมื่อไหร่?
ภาษีเงินได้ คือ ภาษีพื้นฐานที่ผู้ค้าทุกคนต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นภาษีจากกำไรที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
1. หากเป็นบุคคลธรรมดา (ร้านทั่วไป แม่ค้า พ่อค้า)
รายได้ที่มาจากการขายของในโครงการคนละครึ่งพลัสจะถูกรวมเข้าเป็น “เงินได้จากการประกอบกิจการ” ซึ่งต้องยื่นภาษีปีละครั้งตามกำหนดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป
ตัวอย่าง
- รายได้จากขายสินค้าในปี 2568
- ต้องยื่นภาษีภายใน 31 มีนาคม 2569
ผู้ขายสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ
- แบบเหมา 60% (เหมาะกับร้านเล็กๆ ที่ไม่ต้องการบันทึกต้นทุนละเอียด)
- แบบตามจริง (เหมาะกับคนที่เก็บเอกสารต้นทุนครบถ้วน และต้องการคำนวณกำไรจริง)
2. หากเป็นนิติบุคคล (บริษัท ห้างหุ้นส่วน)
รายได้ทั้งหมดจากโครงการก็ถือเป็นรายได้ของกิจการเช่นกัน ต้องยื่นภาษีตามรอบบัญชี ได้แก่
- ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51)
- ภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.50)
กำหนดยื่นขึ้นอยู่กับรอบบัญชีของบริษัท โดยส่วนใหญ่จะเป็นภายใน
- ภ.ง.ด.51: ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นงวดครึ่งปี
- ภ.ง.ด.50: ภายใน 150 วันหลังสิ้นปีบัญชี
ภาษีที่สอง: VAT ต้องยื่นเมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี
นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ผู้ขายที่มียอดขายเพิ่มขึ้นจากโครงการคนละครึ่งพลัส อาจต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากรายได้รวมทั้งปีเกินเกณฑ์ตามกฎหมาย
เกณฑ์ที่จะต้องจด VAT
- หากยอดขายรวม เกิน 1,800,000 บาทต่อปี
- ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์
ยอดขายที่ใช้พิจารณา คือ “รายได้จากการขายทั้งหมด” ไม่ว่าจะเป็นเงินที่ลูกค้าจ่าย หรือเงินที่รัฐสนับสนุนโครงการล้วนรวมเป็นรายได้ทั้งสิ้น
เมื่อจด VAT แล้ว ต้องทำอะไรบ้าง?
- ต้องคิด VAT 7% ในการขายสินค้า
- ต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า (สำหรับลูกค้าที่ต้องการเอกสาร)
- ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
- ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- ต้องสรุปรายงานภาษีซื้อ–ภาษีขายทุกเดือน
หลายคนอาจมองว่าการเข้าสู่ระบบ VAT ทำให้มีภาระมากขึ้น แต่ข้อดีคือร้านค้าจะสามารถ “เครดิตภาษีซื้อ” จากต้นทุนสินค้าได้ ทำให้จ่าย VAT จริงน้อยลง หากมีการทำบัญชีที่เป็นระบบ
รายได้จากคนละครึ่งพลัส นับรวมเป็นรายได้เต็มจำนวนไหม?
คำตอบคือ นับเต็มจำนวน หากขายสินค้า 200 บาท ลูกค้าจ่าย 100 บาท และรัฐสนับสนุนอีก 100 บาท ร้านค้าต้องบันทึกว่ามีรายได้ 200 บาทเต็ม ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่ลูกค้าจ่ายเท่านั้น เพราะตามหลักภาษี รายได้เกิดขึ้นจาก “มูลค่าที่ขายจริง” ไม่ใช่จำนวนเงินที่รับจากมือแค่ส่วนเดียว
เข้าโครงการแล้วทำให้เข้าข่ายต้องจด VAT เลยไหม?
ไม่จำเป็น เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับยอดขายรวมในรอบปี ไม่ได้ดูจากประเภทโครงการ แต่ผู้ขายจำนวนไม่น้อยที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัส พบว่ายอดขายเพิ่มขึ้นมาก จนกลายเป็นว่ารายได้รวมตลอดปีแตะ 1.8 ล้านเร็วกว่าที่คาด ดังนั้นจึงควรตรวจสอบตัวเลขรายได้ทุกเดือน เพื่อป้องกันการ “รายได้เกินแต่ไม่ได้จด VAT ภายในกำหนด” ซึ่งอาจถูกปรับย้อนหลังได้
ขายในโครงการ ต้องเก็บเอกสารอะไรบ้าง?
ถึงแม้ผู้ขายรายเล็กจะไม่ได้มีระบบบัญชีซับซ้อน แต่ก็ยังควรเก็บเอกสารหลักๆ ดังนี้
- บันทึกรายได้แต่ละวัน
- เอกสารซื้อสินค้า หรือใบเสร็จจากผู้ขายส่ง
- รายงานยอดจากระบบโครงการ
- เอกสารที่เกี่ยวกับ VAT (สำหรับผู้ที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
การเก็บเอกสารให้ครบ จะช่วยให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจว่าคำนวณตัวเลขถูกต้อง
ขายคนละครึ่งพลัส ต้องยื่นภาษีอย่างไร?
ภาษีเงินได้ :
- ต้องยื่นทุกคนไม่ว่ารายได้เท่าไหร่
- บุคคลธรรมดายื่นภ.ง.ด.90 ภายใน 31 มีนาคม
- นิติบุคคลยื่นภ.ง.ด.51 และ 50 ตามรอบบัญชี
VAT :
- ยื่นเมื่อยอดขายทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท
- ต้องจด VAT ภายใน 30 วันหลังรายได้ถึงเกณฑ์
- ยื่นภ.พ.30 ทุกเดือน
- รายได้จากโครงการต้องนับเต็มจำนวน ทั้งส่วนที่ลูกค้าจ่ายและรัฐสนับสนุน
สรุป การขายในโครงการคนละครึ่งพลัสช่วยขยายโอกาสให้ร้านค้าเล็กๆ ได้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ แต่เมื่อรายได้เพิ่ม ภาระหน้าที่ด้านภาษีก็ต้องใส่ใจมากขึ้นเช่นกัน หากจัดการภาษีอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก จะลดความเสี่ยงโดนเรียกย้อนหลัง และยังทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง ผู้ขายควรตรวจสอบรายได้สม่ำเสมอ รักษาบันทึกอย่างเป็นระบบ และไม่ลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญบัญชีเมื่อไม่มั่นใจ เพราะภาษีที่ถูกต้องคือรากฐานที่สำคัญของกิจการในระยะยาว
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting





