“เศรษฐกิจไทย” ปี 2569 เผชิญมรสุมรอบด้าน และยืนอยู่บนจุดเปราะบาง ท่ามกลางแรง “กดดัน” จากกำลังซื้อที่อ่อนแรง การบริโภคและการลงทุนที่ยังไม่ฟื้น รวมถึงการส่งออกที่เผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทแข็งค่า
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2569 ยังขาดแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจน ทั้งด้านกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุน และการส่งออก
ขณะที่ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญอย่าง “การท่องเที่ยว” ก็มีลักษณะเป็นเพียงแรงกระตุ้นระยะสั้น ส่งผลให้ครึ่งปีแรกเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “เศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค” จากอุปสงค์ที่อ่อนแรง
ทั้งจากกำลังซื้อภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัว การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่ำ และการลงทุนยังไม่เร่งตัวอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในภาวะที่ภาคเอกชนยังขาดความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง
ขณะที่ ภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกก็ยังไม่สดใส แม้ตัวเลขในบางเดือนอาจดูไม่เลวร้ายนัก แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างแล้ว การส่งออกยังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
รวมถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทย แต่มองว่าความคึกคักภาคการท่องเที่ยวช่วงต้นปี 2569 เป็นเพียงผลจากฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ “ไฮซีซัน” ในช่วงปีใหม่เท่านั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาล ความคึกคักดังกล่าวมีแนวโน้มจะชะลอลงอีกครั้ง ทำให้ไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
ไม่เพียงเท่านั้นปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี คือ ความไม่แน่นอนการเมือง ที่คาดหวังว่าหลังเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างราบรื่นและไร้อุปสรรค เพื่อเร่งจัดทำงบประมาณและอัดฉีดมาตรการการคลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
หากกระบวนการดังกล่าวล่าช้า ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลึกกว่าที่คาดไว้ก็จะเพิ่มขึ้น
- ครึ่งปีหลังเริ่มเห็นแสงสว่าง
แม้ภาพครึ่งปีแรกจะเต็มไปด้วย “ความเสี่ยง” โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้เผชิญมรสุมตลอดทั้งปี โดยเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นแสงสว่าง เมื่อมีรัฐบาลใหม่และสามารถเร่งเบิกจ่ายงบประมาณได้จริง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจะช่วยเรียกความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน
สิ่งที่น่าห่วงในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าเงินลงทุนจากต่างประเทศจะเริ่มไหลกลับเข้ามา อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลคือ “ค่าเงินบาท” ที่ยังคงแข็งค่า ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออก เขาอยากเห็นเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
เมื่อมองไปยังเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ต้นปี เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนอย่างต่อเนื่อง จากประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์หลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเวเนซุเอลา อิหร่าน หรือกรณีล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อตลาดการเงินโลก
ที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 3% ไปแตะ 4% และในบางช่วงสูงถึง 4.2% ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกรวมถึงของไทยปรับตัวสูงขึ้นตาม โดยพันธบัตรไทยขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 1.9%
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่มั่นใจในตลาดเงินและตลาดทุน และทำให้เกิดการเทขายพันธบัตรในวงกว้าง
- ไทยเสี่ยงถูก“สงครามค่าเงิน สงครามเงินทุน”
แม้โอกาสเกิดสงครามทางทหารโดยตรงจะมีไม่มาก แต่มองว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ “สงครามในมิติอื่น” ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง สงครามการค้าเป็นประเด็นแรกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง แม้จะเจรจาหรือพักรบชั่วคราวระหว่างสหรัฐ และจีน แต่การค้าโลกโดยรวมมีแนวโน้มชะลอตัว และต้องจับตาการใช้มาตรการภาษีหรือกฎหมายของสหรัฐอย่างใกล้ชิด
ถัดมาคือ “สงครามค่าเงิน” ซึ่งกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง ความพยายามสหรัฐในการกดค่าเงินดอลลาร์เพื่อเพิ่มความได้เปรียบทางการค้า ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น และกระทบต่อภาคส่งออก การผลิต และภาคเกษตรกรรมในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังมีสงครามด้านเงินทุน จากการที่หลายประเทศลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรมีความผันผวนสูง และทำให้สินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าปลอดภัยเริ่มมีความเสี่ยงแฝงมากขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าห่วง คือ กำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะระดับฐานราก โดยรายได้ภาคเกษตรได้รับผลกระทบหนัก แม้ผลผลิตจะมีปริมาณมาก แต่ราคากลับตกต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอ่อนแอลงอย่างชัดเจน
สิ่งที่ต้องระวัง คือ ไม่ให้ปัญหากำลังซื้อระดับล่างลุกลามไปสู่ระดับบน เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังพอประคองได้จากกำลังซื้อกลุ่มบน หากกลุ่มนี้เริ่มชะลอการใช้จ่าย เศรษฐกิจโดยรวมจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
“เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความเสี่ยงสูงในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีความสามารถในการประคองตัวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ หากมีการจัดตั้งรัฐบาลและดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แม้การเติบโตทั้งปีอาจต่ำกว่าปีก่อน แต่เป็นความเสี่ยงในระยะสั้นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด”
- เศรษฐกิจเปราะบางสูงเสี่ยงติดลบ
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยมองว่าจุดในจุดที่เปราะบางมากขึ้น และเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง (slow down) ชัดเจน และอาจมี “การหดตัว” หรือ “ติดลบ” ในบางไตรมาส โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีที่ผ่านมา
สิ่งที่น่ากังวล คือช่วงหลังการเลือกตั้งที่กระแสเงินสะพัดอาจจะหายไปก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่สำเร็จ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ที่มีความเสี่ยงว่างบประมาณจากรัฐบาลใหม่ยังไม่ออกมาซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวเกิดการหดตัวได้
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงหลักหลังการเลือกตั้ง คือ จากความไม่ชัดเจนของรัฐบาลและนโยบายหากมีความล่าช้าเกิดขึ้น ทั้งหากเกิดความขัดแย้งทางการเมืองหรือปัจจัยภายนอกที่ทำให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้ง และ 2. หากไม่มีพรรคใดชนะเสียงข้างมากจนเกิดความล่าช้าในการจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาล
ซึ่งความดีเลย์นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่สามารถทำได้ตามกำหนด หลังจากที่ได้มีการเร่งใช้ไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้า
“เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางมากและเสี่ยงสูงเนื่องจากปัจจัยบวกที่เคยมีเริ่มหายไป ภาคประชาชนเริ่มขาดความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ที่งบประมาณยังไม่ออกมา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบจาก ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการผลิตและภาคการส่งออก โดยสถานการณ์ปีนี้ต่างจากปีที่ผ่านมาที่มีการเร่งส่งออกทำให้พอพยุงตัวไปได้”





