เปิดงบ “11 แบงก์” กำไรพุ่งแตะ 2.65 แสนล้าน เพิ่มขึ้น 3.6% สวนทางเศรษฐกิจไทย “ชะลอตัว” ด้าน “กสิกรไทย” กวาดกำไรสูงสุดที่ 4.9 หมื่นล้าน
โดย “11 แบงก์” โดยรวมมี “กำไรสุทธิ” ปี 2568 อยู่ที่ 265,396 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% โดยธนาคารที่กำไรสูงที่สุดคือ แบงก์กสิกรไทยสูงสุดในกลุ่มที่ 49,604 ล้านบาท รองลงมาคือ ธนาคารกรุงไทย กำไร 48,229 ล้านบาท และกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ อยู่ที่ 47,488 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ อยู่ที่ 46,007 ล้านบาท
แต่หากดูผลกำไรของธนาคารที่เติบโตมากที่สุดในปี 2568 คือ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ กำไรเพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อนหน้า รองลงมาคือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร กำไรเพิ่มขึ้น 17.5% และเอสซีบี เอกซ์ 8% ธนาคารไทยเครดิต เพิ่มขึ้น 10.8%
ขณะที่ไตรมาส 4 กำไรสุทธิโดยรวมของกลุ่มแบงก์ปรับลดลง โดยอยู่ที่ 45,228 ล้านบาท ลดลง 7.39% จากปีก่อนหน้าธนาคารที่กำไรลดลงที่สุดคือ ซีไอเอ็มบีไทย ลดลง 55% รองลงมาคือ ธนาคารกรุงเทพ 25% และเอสซีบี เอกซ์ 13%
หากดูด้านการตั้งสำรองหนี้สูญ หรือการตั้งขาดทุนด้านเครดิต พบว่าปีนี้ธนาคารส่วนใหญ่ปรับลดลงต่อเนื่อง โดยสำรองทั้งปีลดลงมาอยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท ลดลงกว่า 5%
โดยธนาคารที่สำรองลดลงมากที่สุดคือ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ สำรองลดลง 49% ถัดมา ไทยเครดิต 22% ทีทีบี 16.96% กสิกรไทยลดลง 14%
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2568 เป็นอีกปีหนึ่งที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากหลายมิติ
SCBX ได้ดำเนินธุรกิจโดยเน้นการสร้างความแข็งแกร่งภายใน บริหารคุณภาพสินเชื่ออย่างรัดกุมท่ามกลางความผันผวน ควบคู่กับการปรับโครงสร้างธุรกิจสำคัญ เพื่อวางรากฐานสู่วิสัยทัศน์ระยะยาวในการเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการเงินชั้นนำของประเทศไทย
โดย SCBX ก้าวสู่ปี 2569 ด้วยทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย และการยกระดับประสบการณ์การบริการให้แก่ลูกค้า
ดังนั้น เราจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก เพิ่มการมีส่วนร่วมกับลูกค้าในทุกกลุ่ม ยกระดับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และข้อมูลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการสร้างคุณค่าระยะยาวอย่างสมดุลทั่วทั้งกลุ่มธุรกิจ
นอกจากนี้ กำลังเร่งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ “ธนาคารไร้สาขา” (Virtual Bank) เพื่อรองรับการเปิดดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมด้านข้อมูลเพื่อขยายโอกาสให้กลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการธนาคาร (Financial Inclusion)
ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเงินดิจิทัลของไทยอย่างยั่งยืน
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งใน และนอกประเทศ กสิกรไทย และบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
ซึ่งรวมถึง ผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนสนับสนุนภาครัฐในโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่
ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ในด้านกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 49,565 ล้านบาท
ด้านธนาคารกรุงเทพ รายงานกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 46,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% จากปีก่อน ภายใต้ความไม่แน่นอนหลายด้าน
โดยแบงก์กรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง และรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพ ฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 อยู่ที่ 48,229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5%
เทียบกับปี 2567 เติบโตอย่างยั่งยืน และมีคุณภาพตามยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งใน และต่างประเทศ
สะท้อนประสิทธิภาพ และผลิตภาพการดำเนินงานในทุกมิติ ควบคู่การบริหารพอร์ตสินเชื่อ และ Business Mix อย่างรอบคอบ รักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยง และผลตอบแทน ส่งผลให้สินเชื่อรวมยังคงขยายตัว 0.5% จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อภาครัฐ
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง และการชำระคืนของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของธุรกิจ Wealth ช่วยผลักดันรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน
ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงตามภาวะดอกเบี้ย และการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกเพื่อช่วยเหลือลูกค้า โดยยึดหลักแก้หนี้อย่างยั่งยืน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





