ขณะที่ประเทศไทยเองกำลังเผชิญแรงกดดันซ้อนจากภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน NAVIGATING 2026 investment Landscape จัดโดย บล.กสิกรไทย ว่าหากมองภาพรวมเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโต แต่เป็นการเติบโตที่มาพร้อมกับ “ความเปราะบาง” ในหลายด้าน
ย้อนกลับไปในปี 2568 แม้จะเผชิญปัจจัยลบอย่างมาตรการกำแพงภาษี แต่เศรษฐกิจในส่วนที่สำคัญต่อไทยยังเติบโตได้ 2.9% เท่ากับปี 2567 อย่างไรก็ตาม ในปีนี้หลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้เพียง 2.6% ภายใต้โลกที่ยังมีความเหนียวหรือ Resilience สามารถประคองการเติบโตได้ แม้จะมีอุปสรรคจำนวนมาก
ปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาคือ การลงทุนอย่างเข้มแข็งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ในขณะเดียวกัน แต่เหล่านี้คือจุดเปราะบางสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการประเมินมูลค่าตลาดที่อาจสูงเกินจริง
ตัวอย่างชัดเจนคือ “หุ้น NVIDIA” ที่มีมูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นไปถึงราว 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าขนาดเศรษฐกิจของเยอรมนีทั้งประเทศ หรือมากกว่ามูลค่าตลาดหุ้นเยอรมนีรวมกับอิตาลี แม้นักวิเคราะห์จะมองว่ากำไรยังสนับสนุนอยู่ แต่คำถามคือมูลค่าที่สูงเช่นนี้จะไปได้ไกลเพียงใด ซึ่งเป็นความเสี่ยงในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีการตีราคาสูง
ความเปราะบางประการที่สองคือเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีความสำคัญต่อไทยอย่างมาก จีนพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เมื่อเผชิญกำแพงภาษีและข้อจำกัดด้านการส่งผ่านสินค้า คำถามสำคัญคือประเทศต่างๆ จะสามารถดูดซับการส่งออกของจีนได้อีกนานแค่ไหน ปัจจุบันธุรกิจไทยได้รับผลกระทบหนักจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการนำเข้าสินค้าจากจีนมาเพื่อส่งออกต่อในนามประเทศไทย
“ความร่วมมือผ่านองค์กรระดับโลกอย่าง UN และ WTO กำลังถูกลดบทบาทลง กระแสโลกาภิวัตน์ถูกกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการแสดงกำลังทางทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุหรือการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจระหว่างสหรัฐฯ จีน หรือรัสเซีย หากเกิดขึ้นจะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก”
สำหรับ “ค่าเงินบาท” ในระยะสั้นจะผันผวนตามกระแสเงินทุนและอุปสงค์อุปทานรายวัน ในปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่วนหนึ่งจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า อีกส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยเฉพาะในไทย เช่น ราคาทองคำที่สูงขึ้น ทำให้เกิดธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราจำนวนมาก รวมถึงความต้องการถือเงินบาทจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อความปลอดภัย
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคืออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยเตือนว่ามีความเป็นไปได้ที่ไทยอาจถูกปรับลดอันดับ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังเริ่มจำกัด และหนี้สาธารณะอาจแตะระดับ 70% ในช่วงปี 2569-2570 ความเสี่ยงจะสูงขึ้นหากรายได้จริงต่ำกว่าประมาณการ จากเศรษฐกิจที่เติบโตเพียง 1.5%
ขณะที่การจัดทำงบประมาณตั้งอยู่บนสมมติฐานการเติบโต 4% หรือหากรายจ่ายเพิ่มจากนโยบายแจกเงินเพื่อการบริโภคโดยไม่สร้างผลผลิต แม้การถูกดาวน์เกรดจะเป็นเรื่องปกติในตลาดการเงิน แต่จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้น
สุดท้ายแล้วมองว่า การแก้ปัญหาการคลังจำเป็นต้องจัดการทั้งด้านรายได้และรายจ่าย ในด้านรายได้ ควรพิจารณาการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่อยู่ที่ 7% มาตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง รวมถึงการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะ BOI ที่อาจให้มากเกินไปจนรัฐสูญเสียรายได้
“ปัญหาของไทยไม่ใช่ปัญหาตามวัฏจักร แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยเริ่มล้าหลังอินโดนีเซียและเวียดนาม หากมองผ่าน Balanced Scorecard จะเห็นความแตกแยกทางการเมืองต่อเนื่องกว่า 20 ปี ปัญหาธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม การปรับตัวด้านเทคโนโลยี สังคมสูงวัย คุณภาพแรงงาน และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา”
“ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC มองว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่สู้ดี ตัวเลข GDP เติบโตต่ำ และปีนี้ไม่มีแรงพยุงแบบ Front Loading ทำให้เริ่มจากฐานที่อ่อนแอ ภาคท่องเที่ยวเผชิญปัญหา โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนที่ทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปประเทศอื่น ส่งผลให้การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นเต็มที่
การบริโภคภายในประเทศยังอ่อนแรงจากปัญหาหนี้และกำลังซื้อ ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนเข้ามาแทนที่สินค้าภายในประเทศ สินค้าที่ไม่ได้คุณภาพไม่เพียงกระทบผู้ผลิตไทย แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อผู้บริโภค
ภาคส่งออกได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า
ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เงินบาทกำลังกลายเป็นสกุลเงินหลักในภูมิภาค โดยเฉพาะการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ความต้องการเงินบาทสูงและกระทบความสามารถแข่งขันของไทย
แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหนัก แต่ยังมีโอกาสจากนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานจากการย้ายฐานการผลิต ไทยยังถูกมองเป็นศูนย์กลางอาเซียน หากเชื่อมโยงกับการเติบโตของเพื่อนบ้านได้ จะสร้างประโยชน์อย่างมาก
“เศรษฐกิจไทยมีลักษณะ K-Shape ชัดเจน GDP รวมโตเพียง 1.5% แต่บางอุตสาหกรรมยังโตดี ขณะที่ตลาดระดับกลางเป็นจุดเปราะบาง กลยุทธ์ที่อยู่รอดคือสินค้ากลุ่ม Smart Value ที่ “ดีและถูก”
สุดท้ายแล้วหวังว่า จะเห็นความต่อเนื่องและความมั่นคงของรัฐบาลใหม่เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยมองว่าปัญหาชายแดนอาจดีขึ้นหากมีการปรับเปลี่ยนคณะทำงาน ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาในระยะสั้น รัฐบาลควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่อนุมัติไว้แล้วเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนกังวลที่สุด
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการแก้ปัญหาระยะกลางเชิงโครงสร้าง ซึ่งมองว่าหนึ่งใน “Quick Win” คือการเร่งเปลี่ยนเงินลงทุนที่รออยู่ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยการปลดล็อกอุปสรรคเรื่องไฟฟ้า น้ำ และใบอนุญาต
โดยเฉพาะพลังงานสะอาด (Clean Energy) ซึ่งไทยมีศักยภาพจากแสงแดดตลอดทั้งปี หากเราสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจาก 12% เป็น 30% จะช่วยลดการนำเข้า LNG ที่มีราคาสูงและไม่สะอาดลงได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของทั้งระบบอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ไทยมีจุดแข็งในการดึงดูด Data Center เนื่องจากมีความมั่นคงด้านพลังงาน หากสามารถต่อยอดจาก Data Center ไปสู่การพัฒนาทักษะ AI และเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่มีพลังมหาศาล ทั้งในด้านการเพิ่มผลิตภาพ การทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) และการเก็บรักษาข้อมูลในระยะยาว
- ‘บล.กสิกรไทย’แนะจังหวะเลือกหุ้นมากกว่า‘เลือกตลาดลงทุน’
ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่แฝงด้วยความเปราะบางในหลายมิติ มุมมองการลงทุนในปีนี้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจเชิงโครงสร้างมากกว่าการไล่ตามกระแสระยะสั้น
สรพล วีระเมธีกุล” “ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ภายใต้มุมมองเศรษฐกิจ ที่คาดว่า แม้ปีนี้จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปีนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ หลังจาก World Bank และ IMF ปรับประมาณการ GDPโลกเพิ่มขึ้นราว 0.2-0.3% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการนำ AI
แต่การเติบโตดังกล่าวไม่ใช่การฟื้นตัวแบบทั่วถึง แต่เป็นการเติบโตที่พึ่งพาเทคโนโลยีสูง ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะหากมาตรการภาษีบางส่วนถูกศาลตี จะยิ่งเป็น Upside ต่อ Global Trade และตลาดเอเชีย
โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงอย่างเวียดนาม ไทย และกลุ่มอาเซียน ซึ่งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐฯ และจีน ยังไม่เข้าสู่ภาวะน่ากังวลในระยะสั้น
ดังนั้น ในมุมการลงทุนระดับภูมิภาค ภายใต้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน โดยคาดจีดีพี ปีนี้เพียง 1.6% และกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตแค่ 2.5-3% ความอ่อนแอนี้สะท้อนผ่านผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยที่ Underperform ตลาดโลกต่อเนื่อง 2-3 ปี ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกซื้อขายบน PE สูงถึง 19-20 เท่า ตลาดหุ้นไทยกลับซื้อขายที่ระดับต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ความอ่อนแอด้านราคานี้เองที่เปิดมุมมองเชิงกลยุทธ์ สำหรับนักลงทุน หากสภาพแวดล้อมการลงทุนเปลี่ยนจาก Growth-led กลับมาให้ความสำคัญกับหุ้นคุณค่า “หุ้นปันผล” และหุ้นที่ราคายังตามไม่ทัน (Laggard)
ดังนั้น “ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจ” โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราปันผลของหุ้นไทยอยู่ในระดับ 3-5% สูงกว่าหลายประเทศที่ให้ผลตอบแทนเพียง 1-2%
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ตั้งเป้า SET Index ปีนี้ไว้ที่ 1,375 จุด ภายใต้สมมติฐาน EPS 90.5 บาท และ PE 15.2 เท่า กลยุทธ์หลักคือการเลือกหุ้นที่มีปันผลสม่ำเสมอ กระแสเงินสดแข็งแรง และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด
เช่น หุ้นที่ได้อานิสงส์จาก FDI การท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศที่มีฐานรายได้มั่นคง เช่น หุ้น AMATA ราคาเหมาะสมที่ 23.20 บาท,CPN 72.50 บาท, ERW3.28 บาท, KCE24.00 บาท,KTB 31.50 บาท
“สรพล” ยังชี้ให้เห็นถึงภาพของ “เงินลงทุน” ที่พบว่าเริ่มเห็นการไหลของเงินทุนที่เริ่มหมุนออกจากกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดเอเชียมากขึ้น ทั้ง ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน โดยเฉพาะ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ที่เริ่มให้ผลตอบแทนเป็นบวก
สะท้อนว่าท่ามกลางความผันผวน นักลงทุนเริ่มมองหาตลาดที่ Valuation ไม่แพงและให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงภายในประเทศยังเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
โดยเฉพาะการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ หนี้ครัวเรือน และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับ 65-66% ของ GDP หากยังขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องโดยไม่มีวินัยทางการคลัง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้าน Credit Rating ซึ่งจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะกลาง





