ยื่นภาษี 2568 เปืดทุกรายละเอียด ต้องคำนวณ "เงินได้สุทธิ" อย่างไร ก่อนจะยื่นแบบ ภ.ง.ด.ประจำปี 2568 บทความนี้จะอธิบายทุกขั้นตอนแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน
สำหรับคนที่เริ่มยื่นภาษีเป็นปีแรก หรือผู้ที่ยังไม่มั่นใจว่าต้องคำนวณ “เงินได้สุทธิ” อย่างไร ก่อนจะยื่นแบบ ภ.ง.ด.ประจำปี 2568 บทความนี้จะอธิบายทุกขั้นตอนแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เพื่อให้เตรียมตัวได้อย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงเรื่องเสียภาษีเกินจริงหรือขาดไปอย่างมั่นใจ
ทำไมต้องคำนวณเงินได้สุทธิ?
หลายคนมักสงสัยว่า “รายได้รวม” ทำไมไม่ใช่จำนวนเงินที่ใช้ในการคิดภาษีทันที คำตอบคือ คนไทยมีสิทธิ์ใช้ทั้ง ค่าลดหย่อน และ ค่าใช้จ่าย มาหักออกจากรายได้ ทำให้ภาระภาษีลดลงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นการรู้วิธีคำนวณเงินได้สุทธิก่อนยื่นภาษีจึงสำคัญมาก เพราะหากกรอกผิดหรือข้ามบางส่วน อาจทำให้
- เสียภาษีมากเกินจริง
- ถูกสรรพากรเรียกตรวจเพิ่ม0
- หรือไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนที่ควรได้
ต่อไปนี้คือขั้นตอนการคำนวณที่ “มือใหม่” ทุกคนทำตามได้ง่ายๆ
ขั้นตอนที่ 1 : รวบรวมรายได้ทั้งปี
อันดับแรกคือการดึง “รายได้พึงประเมินทั้งหมด” มาใช้เป็นฐานรายได้ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งหรือหลายประเภท เช่น
- เงินเดือน / ค่าจ้าง (มาตรา 40(1))
- ค่าจ้างอิสระ เช่น ฟรีแลนซ์ (40(2))
- รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ (40(8))
- ค่าบริการ ค่าคอมมิชชั่น ค่าเช่า ฯลฯ
สำหรับมนุษย์เงินเดือน เอกสารสำคัญคือ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากนายจ้าง หากมีหลายงาน ต้องรวบรวมให้ครบทั้งปี
ขั้นตอนที่ 2 : หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้
เงินได้แต่ละประเภทจะมี “ค่าใช้จ่าย” ที่หักได้ไม่เท่ากัน เช่น
- เงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมา 50% แต่สูงสุด 100,000 บาท
- ฟรีแลนซ์/รับจ้างทั่วไป หักเหมาตามประเภทงาน (30–60%)
- รายได้ขายของออนไลน์ ใช้ค่าใช้จ่ายแบบ “เหมา 60%” หรือแบบ “จริง” ก็ได้
- ค่าเช่า เลือกได้ทั้ง “เหมา” และ “ตามจริง” เช่นกัน
ซึ่งการเลือกให้เหมาะสมจะช่วยให้จำนวนเงินได้สุทธิลดลง และภาษีก็ลดลงอีกด้วย
ขั้นตอนที่ 3 : หักค่าลดหย่อนส่วนบุคคล
ปีภาษี 2568 ผู้มีเงินได้มีสิทธิลดหย่อนหลายรายการ เช่น
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนคู่สมรสไม่มีเงินได้ 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนบุตร 30,000 บาท/คน
- ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- RMF/LTF (เฉพาะสิทธิที่รัฐบาลกำหนด)
- ดอกเบี้ยกู้บ้าน สูงสุด 100,000 บาท
แต่ต้องใช้ตามหลักเกณฑ์จริงเท่านั้น ห้ามเดา หรือใช้สิทธิเกินยอดเอกสาร
ขั้นตอนที่ 4 : คำนวณ “เงินได้สุทธิ”
สูตรง่ายๆ คือ
เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งหมด − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน
ตัวอย่าง:
เงินเดือนรวมทั้งปี 600,000 บาท
ค่าใช้จ่ายเหมา 50% (สูงสุดไม่เกิน 100,000) → ใช้ 100,000 บาท
ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
เงินได้สุทธิคือ
600,000 − 100,000 − 60,000 = 440,000 บาท
นี่คือจำนวนที่จะนำไปคำนวณภาษีตามขั้นบันไดอัตราภาษีบุคคลธรรมดา
ขั้นตอนที่ 5 : คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า
อัตราภาษีบุคคลธรรมดาปี 2568 (ช่วงยอดสุทธิ) เช่น
- 0 - 150,000 บาท → ได้รับยกเว้น
- 150,001 - 300,000 บาท → 5%
- 300,001 - 500,000 บาท → 10%
- 500,001 - 750,000 บาท → 15%
- 750,001 - 1,000,000 บาท → 20% (และสูงขึ้นตามขั้น)
จากตัวอย่าง เงินได้สุทธิ 440,000 บาท จะเสียภาษีเฉลี่ยประมาณ 19,000 บาท (หลังคำนวณตามขั้นจริง)
ขั้นตอนที่ 6 : หักภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้
ถ้ามีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตลอดทั้งปี เช่น มนุษย์เงินเดือนหรือฟรีแลนซ์ เมื่อคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจริงเสร็จแล้ว ให้นำยอดภาษี “ที่ถูกหักไปแล้ว” มาหักออก ผลลัพธ์จะเป็นหนึ่งในนี้:
- ได้ภาษีคืน → ถ้าถูกหักไว้มากกว่า
- ต้องจ่ายเพิ่ม → ถ้าคำนวณแล้วเก็บภาษีน้อยเกิน
- ยอดเท่ากันพอดี → ไม่ต้องจ่ายเพิ่มและไม่ได้เงินคืน
ขั้นตอนที่ 7 : ยื่นภาษีออนไลน์
เมื่อได้ยอดเงินได้สุทธิและจำนวนภาษีที่ต้องชำระแล้ว ให้ยื่นผ่านเว็บไซต์หรือแอป กรมสรรพากร ซึ่งปีนี้รองรับทั้งการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และ 91 ตามประเภทผู้มีเงินได้
สรุป การคำนวณเงินได้สุทธิก่อนยื่นภาษีไม่ใช่เรื่องยาก หากทำตาม 7 ขั้นตอนนี้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่รวบรวมรายได้ หักค่าใช้จ่าย ใช้สิทธิลดหย่อนให้ครบ และคำนวณตามอัตราก้าวหน้า ก็จะได้ยอดเงินภาษีอย่างถูกต้อง ไม่เสี่ยงผิดพลาด และไม่เสียภาษีเกินจำเป็น
ปี 2568 ถือเป็นโอกาสดีสำหรับคนทำงานทุกคนในการจัดการภาษีอย่างมืออาชีพ เพราะยิ่งรู้วิธีคำนวณเงินได้สุทธิเร็วเท่าไร ก็ยิ่งวางแผนลดหย่อนล่วงหน้าได้ดีขึ้นเท่านั้น หากทำเป็นประจำทุกปี จะมองภาพภาษีได้อย่างชัดเจนและวางแผนการเงินไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอน
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting





