สื่อนอก จับตาวิกฤติเชื่อมั่น ‘บอนด์ระยะยาวไทย’ หลัง Yield Curve ชันขึ้น ขายรับความเสี่ยงนโยบายประชานิยม ก่อนเลือกตั้ง เก็งธปท.ลดดอกเบี้ยเดือนก.พ.
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า "ตลาดพันธบัตรไทย" กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยนักลงทุนแห่เทขายพันธบัตรระยะยาวจากความกังวลเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณที่อาจพุ่งสูงขึ้น จนทำให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Yield Spread) แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี
Yield Curve ชันขึ้นรับความเสี่ยงทางการคลัง
ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีและ 10 ปีของไทยขยายตัวขึ้นประมาณ 0.50% ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา โดยล่าสุดพุ่งแตะระดับ 0.58 % ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566 สะท้อนว่าตลาดคาดการณ์ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะออกพันธบัตรจำนวนมหาศาลเพื่อระดมทุนมาใช้ในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย CFA, ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย (ห้องค้ากสิกรไทย) ประเมินว่าส่วนต่างนี้อาจชันขึ้นได้ถึง 0.80% ก่อนวันเลือกตั้ง
“หากการขาดดุลทางการคลังบานปลายจนควบคุมไม่ได้ ความเสี่ยงที่ประเทศจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น" กอบสิทธิ์กล่าวพร้อมระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการ "ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25%" ในเดือนก.พ.นี้
ขณะเดียวกัน ความต้องการพันธบัตรระยะยาวของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน เห็นได้จากผลการประมูลพันธบัตรรุ่นอายุปี 2588 เมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราส่วนการเสนอซื้อต่อการเสนอขาย (Bid-to-Cover Ratio) อยู่ที่ 1.67 เท่า นับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการประมูล 6 ครั้งก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
สอดคล้องกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ความต้องการพันธบัตรรุ่นปี 2620 ลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2565
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนกำลังระมัดระวังตัวและเตรียมรับมือกับการที่รัฐบาลอาจเร่งออกตราสารหนี้จำนวนมากในช่วงแรกเพื่อรองรับนโยบายต่าง ๆ หลังการเลือกตั้ง
พีรัมภา จันจุมรัตแสง ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนตราสารหนี้จาก M&G Investments ในสิงคโปร์ วิเคราะห์ว่า มีโอกาสสูงที่เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) จะชันขึ้นอีก เนื่องจากจะมีพันธบัตรระยะยาวทะลักเข้าสู่ตลาดจำนวนมากในอนาคตอันใกล้
เมื่อบอนด์ยีลด์ระยะยาวพุ่ง ไทยจะเจออะไรบ้าง?
บอนด์ยีลด์ (Bond Yield) คือ ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายให้กับคนที่มาซื้อพันธบัตร เมื่อบอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้น หมายความว่ารัฐบาลกำลังมีต้นทุนในการกู้ยืมเงินที่แพงขึ้นนั่นเอง
ในตลาดการเงินมีการคาดการณ์ว่า ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวและระยะสั้นจะกว้างขึ้นอีก เนื่องจากความต้องการประมูลพันธบัตรระยะยาลดลง ทำให้ผลตอบแทนต้องสูงขึ้นเพื่อดึงดูดใจ
ขณะเดียวกัน พันธบัตรระยะสั้นกลับได้รับความสนใจมากกว่า เพราะคนคาดว่าธนาคารกลางจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก
เมื่อดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวพุ่งสูงขึ้น จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เพราะต้นทุนการกู้เงินสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นในการกู้ยืมเงิน ส่งผลให้งบประมาณถูกจำกัด เมื่อต้องเอาเงินไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ก็เหลือเงินไปใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ได้น้อยลง
สถานการณ์นี้ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่กำลังย่ำแย่จากหลายปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ ปัจจัยภายนอก คือ การถูกสหรัฐใช้มาตรการภาษีตอบโต้ และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไปจนกระทบการส่งออกและท่องเที่ยว
ส่วนปัจจัยภายในประเทศ คือ การฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมหนักในภาคใต้ และความตรึงเครียดบริเวณชายแดนกัมพูชา
ทามารา เฮนเดอร์สัน นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg Economics ระบุว่า แม้การเลือกตั้งจะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านนโยบาย แต่ความแตกแยกทางการเมืองและความเหลื่อมล้ำที่สูง ทำให้ไทยยังคงติดหล่ม "นโยบายประชานิยม" โดยเน้นการแจกเงินสดระยะสั้นมากกว่าการวางแผนจัดการหนี้สินอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นภาระหนักสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ในการแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ขณะที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมรับว่ายังมีช่องว่างในการลดดอกเบี้ย และย้ำว่านโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้
อ้างอิง Bloomberg





