แบงก์ชาติหั่น ‘เอฟไอดีเอฟ’ ‘ประคองลูกหนี้’ ฟื้นวิกฤติ

แบงก์ชาติหั่น ‘เอฟไอดีเอฟ’ ‘ประคองลูกหนี้’ ฟื้นวิกฤติ

ธปท.ลดเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟู เหลือ 0.32% ถึงสิ้นปี 69 ลดภาระแบงก์ ช่วยลูกหนี้มากขึ้น ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยฟื้นวิกฤติ “ซีไอเอ็มบีไทย” ชี้เทียบเคียงลดดอกเบี้ย ช่วยแบงก์ชาติเซฟกระสุนดอกเบี้ย “กสิกรไทย” อาจไม่ช่วยสินเชื่อเอสเอ็มอีหลุดพ้น “ติดลบ” ปีนี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศ ธปท.ฉบับที่ 51/2568 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินนำส่ง หลักเกณฑ์ และวิธีการส่งเงินนำส่งและการนำส่งเงินเพิ่มเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ยืมจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 5) 

ธปท. ระบุว่าเดิมกำหนดให้สถาบันการเงินนำส่งเงินเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ยืมจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินอัตรา 0.46% ต่อปี และชำระเป็นรายไตรมาส โดยได้พิจารณาปรับอัตราให้เหมาะสมสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม

ทั้งนี้ ปริมาณภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน รวมถึงสถานะความมั่นคงระบบสถาบันการเงิน ยังต้องพิจารณาควบคู่เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศที่ไม่แน่นอนสูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเร็ว

ทั้งนี้ ธปท.ระบุว่าปัจจัยนี้ทำให้สถาบันการเงินเผชิญความเสี่ยงด้านเครดิต โดยเฉพาะสินเชื่อแก่ SMEs ที่เปราะบางและอาจประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวไม่เต็มที่ รวมทั้งอุทกภัยหลายพื้นที่กระทบรายได้และการดำเนินธุรกิจของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่อาจมีความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ธปท.เห็นว่า หากไม่ปรับอัตราเงินนำส่งให้เหมาะสม อาจส่งผลให้ภาระของสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า รวมถึงอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในระยะยาว

ดังนั้น ธปท.เห็นควรลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ยืมของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินลงเหลือ 0.32% ต่อปี เพื่อสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และประคองเศรษฐกิจมีผลถึงสิ้นปี 2569

การลด FIDF เทียบเคียงการลดดอกเบี้ยช่วยลูกหนี้ 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ลง 0.14% จากอัตรา 0.46% มาที่ 0.32% ถือว่าใกล้เคียงการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหนึ่งครั้ง เพราะการลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งผ่านผลถึงลูกหนี้ใกล้เคียงกัน แต่ครั้งนี้ธปท.ไม่ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายและสามารถ“เก็บกระสุน” นโยบายการเงินไว้ใช้ยามจำเป็นได้

ทั้งนี้ หากเทียบกับช่วงวิกฤติโควิด-19 การลดเงินนำส่ง FIDF ครั้งนั้นจำเป็นสูง เพราะดอกเบี้ยนโยบายลดลงต่ำมากทำให้การลด FIDF เป็นเครื่องมือสำคัญลดภาระต้นทุนลูกหนี้

ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันต่างออกไปเพราะอัตราดอกเบี้ยยังไม่ต่ำสุด ืดังนั้น การใช้เครื่องมือ FIDF ช่วงนี้สะท้อนแนวคิดการรักษาพื้นที่นโยบาย (policy space) ด้านดอกเบี้ยไว้รับมือกับความเสี่ยงในอนาคตที่ค่อนข้างสูง

โดยการลด FIDF มาช่วยบรรเทาภาระอาจทำให้การประชุมรอบถัดไปยังไม่จำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในทันที

ชี้ลดเงิน FIDF ช่วย SME แค่บางส่วน คาดสินเชื่อยังทรุด

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการนำทรัพยากรการเงินมาใช้สนับสนุนโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ลดเงินนำส่ง FIDF เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย เช่น โครงการ คุณสู้เราช่วย

ดังนั้น มาตรการดังกล่าวเป็นการหมุนทรัพยากรการเงินภายในระบบ เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคาร ผ่านการช่วยเหลือลูกหนี้โดยตรง ซึ่งปีนี้ยังใช้แนวทางนี้ต่อเนื่องเพียงแต่ขนาดการลดอัตราเงินนำส่ง FIDF ไม่ได้มากเท่ากับรอบก่อนหน้า

ทั้งนี้ การลดระดับที่น้อยลงสะท้อนว่ามาตรการนี้ออกแบบให้เจาะจงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยมุ่งช่วยลูกหนี้ธุรกิจที่มีข้อจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อช่วยลูกหนี้ผ่านมาตรการ SME Credit Boost โดยภายใต้การลดเงินนำส่ง 0.14% จาก 0.46% ทำให้เงินที่จะได้ครั้งนี้อยู่ที่ 20,000-22,000 ล้านบาท 

รวมทั้งแม้ช่วยพยุงและปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีมากขึ้น แต่ไม่เพียงพอและศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีจะติดลบต่อเนื่องในปีนี้อยู่ที่ 4% โดยมาตรการเหล่านี้เข้ามาช่วงคุณภาพสินเชื่อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และเศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอน

ผลกระทบฝั่ง “แบงก์” ยังประเมินยาก 

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.พาย กล่าวว่า การลดต้นทุนสถาบันการเงินดังกล่าวส่งผลบวกกับลูกหนี้ชัดเจนเพราะได้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยลดลง ขณะที่ผลต่อธนาคารพาณิชย์ประเมินยาก

สำหรับแนวทางนี้เคยเกิดขึ้นช่วงโควิด-19 ที่ธนาคารพาณิชย์ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ อัตรา 0.46% ต่อปี แต่ลดภาระลงครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งนำไปใช้เป็นการอุดหนุนหรือช่วยเหลือลูกหนี้ในรูปแบบต่างๆ

ซึ่งกรณีปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกัน เพียงแต่ขนาดของการลดต้นทุนครั้งนี้น้อยกว่ารอบโควิด จากเดิมที่ลดลงครึ่งหนึ่ง เหลือเป็นการลดลงมาอยู่ที่อัตรา 0.32% ต่อปี

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มธนาคารในปี 2569 ประเมินว่ากำไรสุทธิโดยรวมมีแนวโน้มลดลง 2% จากผลกระทบการลดดอกเบี้ย ที่กระทบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)  และผลกระทบจากการลงทุน จากความผันผวนตลาดเงินที่กดดันกำไรแบงก์ลดลง 

ทั้งนี้ กลุ่มแบงก์เหมาะการลงทุนหาผลตอบแทนจากเงินปันผล มากกว่าการเติบโตจากราคา เนื่องจากกำไรมีข้อจำกัดมากขึ้น และกลุ่มธนาคารยังมีผลตอบแทนโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นแนะนำหุ้นกลุ่มธนาคาร ได้แก่ BBL, KKP และ SCB โดยให้ราคาเป้าหมาย BBL ที่ 195 บาท และ SCB ที่ 150 บาท