14 เดือน 250 ล้านยูโร การลงทุนที่สูญเปล่าของแมนยูฯ ยุค อโมริม?

การเปลี่ยนแปลงภายใน “โรงละครแห่งความฝัน” (Theatre of Dream) 14 เดือน 250 ล้านยูโร การลงทุนที่สูญเปล่าของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุค รูเบน อโมริม?
KEY
POINTS
Key points
- สุดท้ายที่เป็นจุดตัดสินคือเรื่องของผลงาน โดยผลงานในฤดูกาล 2024-25 จบด้วยการเป็นอันดับที่ 15 และจนถึงนัดสุดท้ายอัตราการชนะของอโมริมยังต่ำที่สุดของสโมสรที่ 31.9 เปอร์เซ็นต์ (ชนะ 24 เสมอ 18 แพ้ 21)
- ตามข้อมูลจาก Bloomsberg ในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมาแมนฯ ยูไนเต็ด ซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพตามความต้องการของอโมริมเป็นจำนวนถึง 250.7 ล้านยูโร
- การไม่ได้ไปเล่นรายการสโมสรยุโรปทำให้สโมสรขาดรายได้เข้ามาในระดับ 90-100 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นเงินก้อนมหาศาลจาก รายได้จากการถ่ายทอดสด, เสียค่าปรับจากสปอนเซอร์, รายรับจากวันแข่งขัน (Matchday)
- โดยรวมแล้ว INEOS ลงทุนในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมากับแมนฯ ยูไนเต็ดไปเกือบ 1.5 พันล้านปอนด์แล้วทั้งในส่วนของการซื้อผู้เล่นหน้าใหม่ ไปจนถึงการบริหารจัดการปรับปรุงสโมสรด้านอื่นๆ แม้ว่าจะมีความพยายามควบคุมรายจ่ายของสโมสร
ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน “โรงละครแห่งความฝัน” (Theatre of Dream) เมื่อทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคำสั่งปลด รูเบน อโมริม พ้นจากตำแหน่งหัวหน้าโค้ช (มิใช่ผู้จัดการทีมตามที่เจ้าตัวบอกแต่อย่างใด) ในช่วงสายของวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น
เหตุผลของการตัดสินใจที่สโมสร ระบุ เป็นเรื่องของผลงานที่ไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ แต่ในหลังฉากแล้วเป็นที่ทราบกันว่าเกิดจากความขัดแย้งที่รุนแรงในระดับไม่สามารถร่วมงานกันได้ระหว่างตัวของอดีตบอสชาวโปรตุเกส กับเจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการสโมสร
อย่างไรก็ดีการปลด อโมริม แม้จะเกิดขึ้นอย่างกระทันหันไม่ได้เป็นเรื่องที่เกินจากความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะผลงานนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งต่อ
จาก เอริค เทน ฮาก (โดยมี รุด ฟาน นิสเตลรอย คั่นกลางสั้นๆ) เป็นไปอย่างเลวร้าย
แต่สิ่งที่เลวร้ายมากกว่าผลงานคือความสูญเสียของสโมสรที่ลงทุน ลงแรง และลงเวลาไปกับการให้โอกาสกุนซือหลังสามผู้นี้ไม่น้อยเลย
3 ความชอบธรรมในการปลดอโมริม
ถึงแม้จะมีการเปิดเผยความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างอโมริม กับวิลค็อกซ์ ในฐานะผู้อำนวยการสโมสรที่เป็นเหมือน “ผู้ปกครอง” คอยดูแลอีกทอด แต่หากมองถึง “ความชอบธรรม” ที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจที่จะปลดเขาจากตำแหน่งมีถึง 3 ข้อด้วยกัน
โดย Simon Stone ผู้สื่อข่าวจาก BBC ได้วิเคราะห์สาเหตุเอาไว้ดังนี้
1.) แท็คติกการเล่น (การไม่ยืดหยุ่นการทำงาน)
ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ทุกคนในโลกของฟุตบอลเห็นตรงกัน ด้วยความที่อโมริม มีปรัชญาการเล่นที่แตกต่างจากคนอื่นด้วยการใช้ระบบกองหลัง 3 คนและยืนยันจะใช้แบบเดียวเท่านั้น การไม่ยืดหยุ่นในการทำงานทำให้ทุกฝ่ายอึดอัดไปหมด
จนนัดที่ยอมเปลี่ยนแปลงคือเกมกับนิวคาสเซิลที่ใช้ระบบกองหลัง 4 คน แล้วคว้าชัยชนะสวยงาม ทำให้มีการท้วงจากวิลค็อกซ์ขอให้ยอมเปลี่ยนมาใช้ระบบนี้ แต่อโมริมเลือกจะกลับไปใช้ระบบตัวเองและสุดท้ายเสมอทีมบ๊วยอย่างวูล์ฟสในเกมต่อมา
2.) ปิดประตูใส่อคาเดมี (ไม่เน้นความยั่งยืน)
หนึ่งในธรรมเนียมปฏิบัติของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ยืนยงมายาวนานคือการให้โอกาสผู้เล่นจากอคาเดมีของตัวเองเสมอ แต่สิ่งที่อโมริมทำคือการปิดประตูไม่ให้โอกาสดาวรุ่งจากอคาเดมีลงสนามมากเท่าที่ควร โดยในฤดูกาลนี้ไม่มีผู้เล่นจากอคาเดมีได้โอกาสลงเล่นตัวจริงในเกมพรีเมียร์ลีกแม้แต่นัดเดียว
ทั้งๆที่ตลอดมาผู้เล่นจากอคาเดมีคือส่วนสำคัญในความสำเร็จ โดยนอกจากจะเป็นการสนับสนุนผลผลิตของสโมสร ลดการลงทุนที่ไม่จำเป็น ยังสัมพันธ์กับความภาคภูมิใจของสโมสรด้วย
3.) ผลงานไม่ผ่าน
สุดท้ายที่เป็นจุดตัดสินคือเรื่องของผลงาน โดยผลงานในฤดูกาล 2024-25 ที่เข้ามาคุมทีมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจบด้วยการเป็นอันดับที่ 15
บอร์ดบริหารของสโมสรยังอดทนให้โอกาสคุมทีมต่อในฤดูกาลนี้ ซึ่งเหมือนผลงานจะกระเตื้องขึ้นบ้างแล้ว แต่ในภาพรวมก็ยังไม่ดีนัก โดย 5 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีกชนะแค่เกมเดียว และใน 11 นัดหลังสุดชนะแค่ 3 นัด
อัตราการชนะของอโมริมยังต่ำที่สุดของสโมสรที่ 31.9 เปอร์เซ็นต์ (ชนะ 24 เสมอ 18 แพ้ 21)
เรียกได้ว่าแมนฯ ยูไนเต็ด มีความชอบธรรมเต็มเปี่ยมในการปลดจากตำแหน่งมานานแล้ว และการมีปัญหากับผู้บริหารของสโมสรคือฟางเส้นสุดท้ายอย่างแท้จริง
โดยหลังจากนี้ ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ ลูกหม้อของสโมสรจะมารับตำแหน่งดูแลคุมทีมแทนไปก่อนจนจบฤดูกาล ขณะที่ตัวเต็งกุนซือคนต่อไปคาดหมายว่าจะเป็น โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ โค้ชของคริสตัล พาเลซ ที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา
การลงทุนที่สูญเปล่า?
คำถามที่น่าสนใจคือแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ลงทุนไปเท่าไรในช่วงเวลาของอโมริม?
เม็ดเงินลงทุนที่กลุ่ม INEOS ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานในอังกฤษ ลงทุนในช่วงเวลา 14 เดือนที่โค้ชชาวโปรตุเกสทำงานถือว่าไม่มากมหาศาล แต่ก็ไม่ได้น้อย โดยตัวเลขการลงทุนหลักๆแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน
1. การลงทุนกับผู้เล่น
ตามข้อมูลจาก Bloomsberg ในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมาแมนฯ ยูไนเต็ด ซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพตามความต้องการของอโมริมเป็นจำนวนถึง 250.7 ล้านยูโร
โดยผู้เล่นหลักๆที่มีการเสริมทัพเข้ามาในช่วงตลาดการซื้อขายผู้เล่นในช่วงตลาดการซื้อขายผู้เล่นฤดูหนาว และฤดูร้อน 2025 ที่ผ่านมาได้แก่
• พาทริก ดอร์กู (เลชเช, 30 ล้านยูโร)
• มาเตอุส คุนญา (วูล์ฟส, 70 ล้านยูโร)
• ไบรอัน เอ็มเบอโม (เบรนต์ฟอร์ด, 82 ล้านยูโร)
• เบนจามิน เซสโก (ไลป์ซิก, 76.5 ล้านยูโร)
• เซนเนอ ลัมเมนส์ (รอยัล อันท์เวิร์ป, 21 ล้านยูโร)
2. ลงทุนกับอโมริม
ในการจะได้ตัว อโมริม มาจากสโมสรเก่าอย่างสปอร์ติง ลิสบอน ทันทีในเดือนพฤศจิกายนปีกลายทางด้านแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องจ่ายเงินชดเชยให้เช่นกัน โดยเงินชดเชยที่จ่ายให้ในเวลานั้นอยู่ที่ราว 9-11 ล้านปอนด์
ขณะที่การปลดอโมริมจากตำแหน่งคาดว่าจะต้องใช้เงินอีกราว 20 ล้านปอนด์
3. ลงทุนปรับปรุงสนามฝึกซ้อม
การลงทุนสุดท้ายที่บอร์ดบริหารแมนฯ ยูไนเต็ด อนุมัติคือการลงทุนปรับปรุงศูนย์ฝึกของสโมสรที่แคร์ริงตันให้ทันสมัย โดยใช้งบประมาณราว 50 ล้านปอนด์
อย่างไรก็ดีการลงทุนส่วนนี้ไม่นับเป็นความเสียหาย เนื่องจากสนามซ้อมของแมนฯ ยูไนเต็ด ขาดการปรับปรุงมายาวนานในระดับที่คริสเตียโน โรนัลโด ที่ย้ายออกจากทีมไปในปี 2009 ก่อนกลับมาในปี 2021 ถึงกับช็อกเพราะทุกอย่างยังเหมือนในวันนั้นทั้งๆที่โลกก้าวหน้าไปมากแล้ว
ศูนย์ฝึกแห่งใหม่จึงอาจเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดที่สโมสรทำในยุคของอโมริม
โดยที่ยังมีการจ่ายเงินปลด แดน แอชเวิร์ธ อดีตผู้อำนวยการสโมสรที่รวมค่าชดเชยที่จ่ายในการดึงตัวจากนิวคาสเซิล และการปลดอีกเป็นเงินจำนวน 9.1 ล้านปอนด์โดยประมาณ
ความสูญเสียด้านอื่นๆ
สิ่งที่น่าเสียใจแทนสำหรับแฟนๆ “ปีศาจแดง” คือการเลือกอโมริมเข้ามาคุมทีมทำให้สโมสรเสียหายอย่างมาก
อย่างแรกคือในเรื่องผลงานที่เลวร้ายในฤดูกาล 2024-25 ที่จบอันดับ 15 ทำให้สโมสรไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรปรายการใดได้เลยแม้แต่ถ้วยใบเล็กอย่างยูเอฟา ยูโรปา ลีก หรือยูเอฟา ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก
การไม่ได้ไปเล่นรายการสโมสรยุโรปทำให้สโมสรขาดรายได้เข้ามาในระดับ 90-100 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นเงินก้อนมหาศาลจากทั้ง
• รายได้จากการถ่ายทอดสด
• ค่าปรับจากสปอนเซอร์
• รายรับจากวันแข่งขัน (Matchday)
โดยไม่นับเรื่องของการเสีย Branding ที่เคยแข็งแกร่งแต่ในเวลานี้แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกมองว่าเป็นสโมสรที่กำลังล้มเหลวในทุกภาคส่วน ไม่ได้เป็นสโมสรในระดับท็อปที่ไม่ใช่เฉพาะแค่นักฟุตบอล หรือแฟนฟุตบอลรุ่นใหม่ที่สนใจ แต่รวมถึงสปอนเซอร์เองก็อาจพิจารณาในอนาคตถึงการเข้ามาสนับสนุนทีมด้วย
ที่ประเมินค่าไม่ได้คือเรื่องของ “เวลา” ที่สูญเสียไปเปล่าๆถึง 14 เดือน โดยที่สุดท้ายสโมสรต้องกลับมาตั้งหลักเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง
เรื่องนี้เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของ INEOS เลยทีเดียว
INEOS เจ้าของที่ดีกว่าเกลเซอร์?
นับตั้งแต่เข้ามาบริหารทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ในฐานะเจ้าของร่วมรายย่อย ถือหุ้นจำนวน 27.7 เปอร์เซ็นต์ ผ่านเม็ดเงินการลงทุนก้อนแรก 1.03 พันล้านปอนด์ ที่จ่ายให้ครอบครัวเกลเซอร์เจ้าของสโมสรตัวจริง ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษยังไม่สามาถพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาคือเจ้าของใหม่ที่ดีกว่าเก่า
เพราะถึงแม้จะมาพร้อมกับความตั้งใจที่ดี แต่ปัญหาคือ INEOS ขาดวิสัยทัศน์ในการทำงาน และการตัดสินใจในเรื่องสำคัญมักจะผิดพลาดเสมอ ไม่ว่าจะเป็น
1.) การตัดสินใจให้เอริค เทน ฮาก ทำงานต่อไปในฤดูกาล 2023-24 และเสนอสัญญาใหม่ให้อีก 2 ปี แต่สุดท้ายจบด้วยการไล่ออกจากตำแหน่งในอีกไม่กี่เดือนถัดมา โดยสโมสรลงทุนซื้อผู้เล่นใหม่ให้อีกกว่า 200 ล้านปอนด์
2.) การดึงตัวแดน แอชเวิร์ธ มานั่งแท่นผู้อำนวยการสโมสรเพื่อวางโครงสร้างระยะยาว แต่สุดท้ายต้ดสินใจแยกทางกันด้วยความไม่ลงรอยในการหาคนมาทำงานแทนเทน ฮาก
3.) การรีบร้อนเลือกอโมริมเข้ามาคุมทีม ทั้งๆที่เจ้าตัวขอรอจนจบฤดูกาลก่อนเพื่อจะมีเวลาเตรียมตัวทำทีมในช่วงพรีซีซั่น ซึ่งการมาอย่างเร่งรีบโดยต้องปรับเปลี่ยนระบบทั้งหมด ส่งผลเลวร้ายต่อผลงานของแมนฯ ยูไนเต็ด และสุดท้ายก็จบด้วยการไล่ออกเหมือนเดิม
โดยรวมแล้ว INEOS ลงทุนในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมากับแมนฯ ยูไนเต็ดไปเกือบ 1.5 พันล้านปอนด์แล้วทั้งในส่วนของการซื้อผู้เล่นหน้าใหม่ ไปจนถึงการบริหารจัดการปรับปรุงสโมสรด้านอื่นๆ แม้ว่าจะมีความพยายามควบคุมรายจ่ายของสโมสร
มีการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นทิ้งทั้งหมด รวมถึงงบด้านมื้อกลางวันของพนักงาน และค่าจ้างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีมผู้ยิ่งใหญ่ในการเป็นทูตที่ถูกตัดทิ้ง แต่ยังมองไม่เห็นวี่แววของความสำเร็จว่าจะหวนคืน “โรงละครแห่งความฝัน” ได้อย่างไร และจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน
อย่างไรก็ดีการยุติของยุคสมัยอันเลวร้ายหนึ่ง เพื่อเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายเกินไป
นี่คือสิ่งที่แฟนปีศาจแดงทุกคนควรบอกตัวเองเอาไว้ ว่าสักวันสโมสรของพวกเขาจะกลับมาผงาดอีกครั้ง ไม่ว่าจะต้องลงทุนอีกมากสักแค่ไหน และใช้เวลาเท่าไรก็ตาม







