กนง.เตือนเศรษฐกิจไทย ‘เสี่ยงสูง’ ‘โตต่ำ-เปราะบาง’ ท่ามกลางโลกป่วน

เปิดรายงาน กนง. ห่วงเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญ “การเติบโตต่ำ-ความเปราะบางสูง” จากแรงกดดันเชิงโครงสร้าง วัฏจักรเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่เงินบาทแข็งค่า หนี้ครัวเรือนสูง และการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ยังตึงตัว
ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ออกรายงานการประชุมกนง. ฉบับย่อ ครั้งที่ 6/2568 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยรายงานสะท้อนถึงภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจการเงินโลก
โดย กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยช่วงปี 2569-2570 จะขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง พร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในหลายมิติ ทำให้ภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังมองว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มทอดยาวขึ้น จากปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมทั้งมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
หากมองไประยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% และ 2.3% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนข้อจำกัดของเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักที่อ่อนแรงลงพร้อมกัน ทั้งการบริโภค การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ
หนึ่งในสัญญาณน่าห่วง คือ การชะลอลงของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งถูกกดดันจากแนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้า และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเริ่มเห็นพฤติกรรมระมัดระวังการใช้จ่ายในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง
โดยเฉพาะการใช้จ่ายที่ไม่ใช่สินค้าจำเป็น ภายใต้เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและมีความไม่แน่นอนสูง ความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุนมีแนวโน้มอ่อนแรงต่อเนื่อง ซึ่งซ้ำเติมปัญหาอุปสงค์ในประเทศ และจำกัดความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
ภาคการส่งออกยังเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญ โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ และความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (transshipment) ที่อาจเพิ่มขึ้น แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะยังขยายตัวตามอุปสงค์ด้านเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล แต่ภาพรวมการส่งออกยังเผชิญแรงกดดันสูง
หากดูอัตราแลกเปลี่ยนพบว่า เงินบาทแข็งค่า อยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาค ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทเทียบดอลลาร์แข็งค่าขึ้นประมาณ 8% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกผ่านการแปลงรายรับเป็นสกุลเงินบาทได้เม็ดเงินลดลง โดยเฉพาะ SMEs ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากขึ้นในธุรกิจที่มีอัตรากำไร (profit margin) น้อย และพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศเป็นสำคัญ รวมถึงพึ่งพารายได้จากการส่งออกในสัดส่วนสูง
อาทิ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ การแข็งค่าของเงินบาทส่วนหนึ่งกระทบต่อรายรับของภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะสั้น (short-haul) จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในรูปเงินบาทที่ลดลง
ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าเทียบสกุลเงินคู่แข่งสำคัญหลายประเทศ สะท้อนจากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) แข็งค่าที่ 4.1% และดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (REER) แข็งค่าที่ 1.1% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถทดแทนได้ง่าย เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ (commodity)
ดังนั้น กนง.กังวลว่าการแข็งค่าของเงินบาทและผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกโดยเฉพาะ SMEs ที่ฐานะการเงินยังเปราะบางและมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ การแข็งค่าของเงินบาทจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมสภาพคล่องของ SMEs
จึงเห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ
ในการประชุม กนง.ครั้งนี้ สิ่งที่กนง. แสดงความกังวลต่อเนื่อง
คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง โดยการขยายตัวยังกระจุกอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่และบางสาขา เช่น ภาคท่องเที่ยวขนาดใหญ่ และผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ SMEs และภาคการผลิตในสาขาอื่นเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ
กรรมการบางส่วนชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจอาจนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรใหม่ ส่งผลต่อตลาดแรงงานและแนวโน้มรายได้ในระยะยาว
โดยแรงงานอาจเคลื่อนย้ายจากภาคการผลิตไปสู่ภาคบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำกว่า หรือเข้าสู่อาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งจะมีนัยต่อการบริโภคและปัญหาหนี้ครัวเรือนในอนาคต
หากมองภาคการเงิน พบภาวะการเงินยังสะท้อนความเปราะบาง โดยแม้อัตราดอกเบี้ยในระบบปรับลดลงตามนโยบายการเงิน แต่การส่งผ่านไปยังต้นทุนการกู้ยืมของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน สินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง จากทั้งความต้องการสินเชื่อที่ลดลงและความระมัดระวังของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะต่อ SMEs และครัวเรือนรายได้ต่ำ
ด้านคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง ขณะที่สัดส่วนหนี้เสียของทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ กนง. กังวลว่าสภาพคล่องของ SMEs จะถูกซ้ำเติมจากทั้งการเข้าถึงสินเชื่อที่จำกัดและผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า
หากดูด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน คาดจะอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2568-2570 แม้ฝ่ายเลขานุการประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ กนง. เห็นควรติดตามพัฒนาการด้านราคาอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะในภาวะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอลง และเงินเฟ้อที่ต่ำอาจไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ประชาชนเผชิญจริง
ในการประชุมกนง.ครั้งนี้ ยังมองความเสี่ยงที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง จะมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจการเงินโลก
ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงในบริบทที่เศรษฐกิจภายในประเทศมีความเปราะบางอยู่แล้ว
ดังนั้น ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวชัดเจน กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.25% เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินและบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ดี กรรมการส่วนหนึ่งเตือนว่าการคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การสะสมความเสี่ยงเชิงระบบ และจำกัดขีดความสามารถนโยบายการเงินในการรับมือกับแรงกระแทกในอนาคต
สรุปภาพรวมกนง. มองเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่เติบโตต่ำ ความเปราะบางสูง ความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจภายในและปัจจัยภายนอก แม้นโยบายการเงินยังสามารถผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ความท้าทายระยะข้างหน้าจะอยู่ที่การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต







