นักเศรษฐศาสตร์ผวา ‘สหรัฐ’บุก‘เวเนซุเอลา’ เร่งตลาดเงินผันผวน เทรดวอร์ระอุ

“นักเศรษฐศาสตร์” ชี้สหรัฐบุกเวเนซุเอลา เร่งความผันผวนตลาดเงินระยะสั้น ๆ กดดันต้นทุนการเงินทั่วโลกพุ่ง รับความเสี่ยงสูง จับตาสหรัฐขยายวงดันสงครามการค้าเข้ม
KEY
POINTS
- นักเศรษฐศาสตร์ชี้ การดำเนินการของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาสร้างความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก
- ทำให้นักลงทุนย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้เงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นในระยะสั้นและตลาดเกิดใหม่มีความผันผวนสูงขึ้น
- จับตาสัญญาณเสี่ยง สหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นกับประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปรปักษ์
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า กรณีการบุกประเทศเวเนซุเอลาของสหรัฐ หากตัดประเด็นด้านการเมือง ความมั่นคง หรือมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ออกไปทั้งหมด และมองเฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจ จะพบว่ามีผลกระทบที่สามารถแยกออกมาได้หลายด้าน
โดยแต่ละด้านมีนัยที่แตกต่างกัน และมีทั้งผลกระทบในระยะสั้น และประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่องในระยะถัดไป
ประเด็นแรก คือ ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีแหล่งพลังงานและน้ำมันดิบสำรองในระดับที่ใหญ่มากประเทศหนึ่งของโลก
แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาถูกจำกัดมาเป็นระยะเวลานานแล้วจากมาตรการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และภาพรวมของตลาดน้ำมันโลกในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในภาวะที่มีอุปทานส่วนเกินค่อนข้างมาก
ดังนั้น การบุกของสหรัฐต่อเวเนซุเอลาในครั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจแล้ว จึงไม่ได้เป็นปัจจัยที่จะกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
“แม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันสำรองจำนวนมาก แต่ตลาดโลกในปัจจุบันก็มีอุปทานอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว จึงไม่ได้เกิดแรงกดดันด้านอุปทานในเชิงลบต่อราคา”
ยิ่งไปกว่านั้น หากมองไปข้างหน้ามีความเป็นไปได้ว่าหลังจากเหตุการณ์นี้การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาอาจจะง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ หากไม่มีการเพิ่มมาตรการแบนหรือข้อจำกัดใหม่ ๆ เพิ่มเติม
ซึ่งในกรณีนี้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกอาจจะเพิ่มขึ้นอีก และอาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับตัวลดลง จากฝั่งอุปทานที่มากขึ้น แทนที่จะเป็นแรงผลักดันให้ราคาสูงขึ้น
- ความเสี่ยงตลาดเงินเพิ่ม-ดอลล์แข็งค่าระยะสั้น
ประเด็นที่สอง คือความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก หรือ Risk Premium เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในระบบการเงินโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในมุมของนักลงทุนที่มองประเทศหรือภูมิภาคต่าง ๆ ว่าอาจมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐ ไม่ว่าจะในรูปแบบของสงคราม การแทรกแซงหรือการคว่ำบาตรเพิ่มเติม
และเมื่อความเสี่ยงในลักษณะนี้เพิ่มขึ้น ตลาดอื่น ๆ ที่ถูกมองว่าอาจเป็นปรปักษ์กับสหรัฐ จะถูกประเมินว่ามีความไม่แน่นอนสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งผลที่ตามมา คือ ความเสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนอาจลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง และเลือกที่จะย้ายเงินกลับไปยังสินทรัพย์ที่ถูกมองว่าปลอดภัยกว่า
ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดเงินทุนอาจไหลกลับไปในรูปของดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่า ค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นในระยะสั้นจากแรงหนุนของความไม่แน่นอนและความกังวลในตลาดการเงินโลก
อย่างไรก็ตามการแข็งค่าของดอลลาร์จากปัจจัยนี้เป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาชั่วคราว ในระยะถัดไป ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์จะกลับไปขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานอื่นเป็นหลัก เช่น นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง หรือปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่น ๆ
- จับตาทรัมป์เพิ่มกีดกันการค้าปรปักษ์
ประเด็นที่สาม คือทิศทางของนโยบายสหรัฐและสงครามการค้าในระยะต่อไป สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือการดำเนินนโยบายของทรัมป์อาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงกรณีของเวเนซุเอลาเท่านั้น
แต่มีความเป็นไปได้ที่จะขยายไปสู่ความพยายามในการควบคุมหรือจัดระเบียบบริบทของโลกใหม่ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจหมายถึงการเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้ากับประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปรปักษ์กับสหรัฐมากขึ้น
ซึ่งอาจเป็นจีน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังไม่สิ้นสุดลง และมีความเสี่ยงที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง
เช่น AI หรือชิป รวมถึงความเป็นไปได้ที่จีนเองซึ่งเคยผ่อนคลายการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) อาจกลับมาทบทวนท่าทีดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตอบโต้สหรัฐ
หากสถานการณ์ไปในทิศทางนี้ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในปีนี้ อาจส่งผลให้ การค้าโลกชะลอตัว และในอีกด้านหนึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังจีนให้ชะลอลงตามไปด้วย
“แต่ผลกระทบไม่ได้มีเพียงด้านลบเพียงมิติเดียว ยังมีอีกมิติที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือ Trade Diversion หรือการเบี่ยงเบนทิศทางการค้า กล่าวคือ เมื่อสหรัฐส่งออกไปจีนได้ยากขึ้น หรือมีต้นทุนสูงขึ้น ประเทศอื่นรวมถึงไทย อาจมีโอกาสเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดบางส่วนแทน”
- แนะไทยสร้างโอกาสรับทิศทางการค้าโลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ ซึ่งจำเป็นต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อปิดช่องว่างหรือปิดแก็ปที่เกิดขึ้นและใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทิศทางการค้าโลกให้ได้มากที่สุด
นอกจาก Trade Diversion แล้ว อีกมิติหนึ่งที่ต้องจับตา คือ Relocation หรือการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศในอาเซียน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้า ซึ่งแนวโน้มนี้มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในบริบทนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติอย่างเต็มที่
หากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนผ่านไป ประเทศอื่นในภูมิภาค
เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย อาจเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมากกว่าประเทศไทย ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินงานทั้งในด้านการดึงดูดการลงทุน การเจรจาการค้าเสรี และการเจรจากับสหรัฐอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ไทยสามารถตอบโจทย์และช่วงชิงโอกาสทางเศรษฐกิจในบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ได้







