สำหรับการเคลื่อนไหวของ อัตราแลกเปลี่ยน วานนี้ (23 ธ.ค.2568) “เงินบาทแข็งค่า” ที่สุดอยู่ที่ 31.09 บาทต่อดอลลาร์ โดยแข็งค่าหากเทียบกับระดับปิดเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.68 ที่ 0.3%
ทั้งนี้ หากดูทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 กลับมาทำนิวไฮรอบใหม่ที่ 301,074 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 1,552 ล้านดอลลาร์
ขณะที่ สัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10.7% เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจาก 10.5% เทียบกับสัปดาห์ก่อน และเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 7.5% เมื่อเทียบปีก่อน สะท้อนว่าธนาคารกลางทั่วโลกให้ความสำคัญกับการมีทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ
จากสถานการณ์ “เงินบาทแข็งค่า” นำมาสู่การร่วมมือกับหลายหน่วยงานเข้าไปกำกับดูแลเงินบาทจริงจังขึ้น โดยวันที่ 23 ธ.ค.2568 กระทรวงการคลัง กรมสรรพากร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประชุมหารือมาตรการดูแลค่าเงินบาท และลดผลกระทบจากการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์
สำหรับเบื้องต้น มีการออก 3 มาตรการเพื่อลดผลกระทบค่าเงินระยะยาว ประกอบด้วย
-
1.การให้สรรพากรพิจารณาแนวทาง โดยการกำหนดให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำลักษณะการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำดังกล่าวให้กรมสรรพากร เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าหรือบริการออนไลน์ที่มีการนำส่งข้อมูลรายรับที่ได้จากผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการผ่านแพลตฟอร์มให้แก่กรมสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้วในปัจจุบัน
- 2.การให้กรมสรรพากรพิจารณาความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากกิจการขายทองคำแท่งของร้านทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในอนาคต
- 3.การให้ ธปท.พิจารณาแนวทางการกำกับปริมาณการทำธุรกรรมทองคำ เช่น การกำหนดเพดานวงเงินการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง กำลังพิจารณารายละเอียดการจัดเก็บ ภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับการซื้อขายทองคำที่มีลักษณะเก็งกำไร โดยจะออกประกาศกรมสรรพากรกำหนดผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำออนไลน์ต้องทำบัญชี และส่งข้อมูลการซื้อขายให้กรมสรรพากรตรวจสอบ
เช่นเดียวกับที่แพลตฟอร์มส่งอาหาร (Food Delivery) หรือแพลตฟอร์มขายของออนไลน์
ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าการซื้อขายผ่านร้านทองที่ส่งมอบทองจริงมีสัดส่วนเพียง 15-20% ส่วนที่เหลืออีก 80% ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เสรี และมีปริมาณสูงมากกว่าการเทรดหุ้นในตลาด
ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวไม่มีหน่วยงานเข้ามากำกับดูแล ดังนั้นการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจะเป็นการเพิ่มแรงเสียดทาน และเพิ่มเงื่อนไขให้มีการชะลอการทำธุรกรรมลง
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้จะไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไปที่ซื้อทองคำรูปพรรณเพื่อสวมใส่ หรือซื้อทองคำแท่งเพื่อการออม และเก็บสะสมทรัพย์สิน
รวมถึงไม่กระทบผู้ประกอบการร้านทองตู้แดงที่ทำธุรกิจตามปกติ แต่จะเน้นที่กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เก็งกำไรระยะสั้นปริมาณมหาศาลโดยไม่ส่งมอบทองจริง
รับ “บาทแข็งค่า” เกินพื้นฐานเศรษฐกิจ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวว่า แนวทางการดูแลปัญหา และลดผลกระทบเงินบาทแข็งค่าจากธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งที่เกี่ยวกับกระทรวงการคลัง และ ธปท.มี 3 มาตรการเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ค่าเงินบาท
โดยที่เกี่ยวกับ ธปท.โดยตรง คือ มาตรการที่ 3 คือ ธปท.จะพิจารณาแนวทางการกำกับปริมาณการทำธุรกรรมทองคำ เช่น การกำหนดเพดานวงเงินการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะพิจารณาจากปริมาณการซื้อขายทองคำของนักลงทุนรายใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท
โดยจะดูแลไม่ให้ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนหรือประชาชนรายย่อยที่ใช้ทองคำเป็นช่องทางในการออม
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการของกรมสรรพากรที่ให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำให้แก่กรมสรรพากร และอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการทำธุรกรรมทองคำแท่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่ไปด้วย
ทั้งนี้ อยู่ระหว่างหารือคลังเพื่อแก้ประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้ ธปท. มีอำนาจในการเข้าไปขอข้อมูล และกำกับดูแลธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 2-3 สัปดาห์นับจากนี้ หรือกลางเดือน ม.ค.
โดย สิ่งที่ ธปท.ดำเนินการอยู่คือ การให้ตรวจสอบเอกสารนำเข้าเงินตราต่างประเทศที่ ธปท.จะออกเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดตรวจสอบเอกสารหลักฐานแหล่งเงิน หากนำเงินดอลลาร์เข้ามาปริมาณมีนัยสำคัญ เพื่อป้องปรามการนำเงินเข้ามาเก็งกำไรโดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน
ทั้งนี้ มุ่งเป้าที่ความผิดปกติ ซึ่งมาตรการกำกับดูแลจะมุ่งเน้นกลุ่มผู้เทรดปริมาณสูงผิดปกติ เช่น เทรดทองหมุนเวียนหลายร้อยล้านหรือพันล้านบาทต่อวันผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท คุมเทรดทองออนไลน์ไม่กระทบรายย่อย
ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวว่า มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับการเก็งกำไรบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กระทบเสถียรภาพค่าเงินบาทเท่านั้น โดยไม่กระทบรายย่อยหรือประชาชนทั่วไปที่ซื้อทองคำเพื่อเป็นเครื่องประดับ ซื้อสะสม หรือออมทองตามร้านทองปกติ ร้านตู้แดงต่าง ๆ ไม่ได้รับผลกระทบ แต่เป้าหมายการดูแล และออกมาตรการมุ่งเป้าที่แพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วน 80-85% ของธุรกรรมทองคำทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีการซื้อขายที่ไม่ได้รับทองคำจริง
ล่าสุด เงินบาทหรืออัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าค่อนข้างมาก โดยแข็งค่าเร็ว และมากกว่าคู่เทียบในภูมิภาค โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน เงินบาทแข็งค่าขึ้น 9.4% เป็นระดับนำภูมิภาค เป็นรองเพียงมาเลเซียที่แข็งค่า 9.5%
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ ความเร็วของการแข็งค่า ซึ่งเดือนปัจจุบันเพียงเดือนเดียว เงินบาทแข็งค่าขึ้น 4.2% ถือว่าเร็วมาก และไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจริง
โดยสาเหตุหลักการแข็งค่ามาจากธุรกรรมการซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีปริมาณธุรกรรมมหาศาล
เมื่อพิจารณารายได้รวมของผู้ค้าทองรายใหญ่ 15 รายที่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ พบว่ามีสัดส่วนสูงขึ้นมีนัยสำคัญเมื่อเทียบจีดีพี โดยปี 2566 มีสัดส่วน 26% ของจีดีพี และปี 2567 เพิ่มเป็น 39% และคาดว่าปี 2568 อาจสูงเกิน 50% ของจีดีพี
ซึ่งธุรกรรมการซื้อขายทองคำเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 65,000 ล้านบาทซึ่งสูงกว่ามูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 42,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น และบางวันที่ราคาทองคำผันผวนสูงพบว่ามูลค่าการซื้อขายอาจพุ่งสูงถึง 2.5 แสนล้านบาทต่อวัน
เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท เพราะเมื่อราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น พฤติกรรมของคนไทยคือ การขายทองคำ เมื่อร้านทองหรือแพลตฟอร์มได้รับทองจากลูกค้า และนำไปขายต่อในตลาดโลก จะได้รับเงินเป็นสกุลเงินดอลลาร์ จากนั้นจึงนำดอลลาร์มาขายเพื่อแลกเป็นเงินบาท ทำให้เกิดแรงขายดอลลาร์ และซื้อบาทในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นทันที
ทั้งนี้ พบว่าในบางช่วงเวลา แรงขายดอลลาร์ที่มาจากธุรกรรมทองคำสูงถึง45%ของแรงขายดอลลาร์ทั้งประเทศ และบางช่วงต้นเดือนก.ย.สัดส่วนนี้พุ่งสูงถึง 62% ดังนั้นความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างราคาทองคำ และค่าเงินบาทของไทยยังสูงถึง 65% ในขณะที่สกุลเงินอื่นมีความสัมพันธ์เพียง 20-30% เท่านั้น
เทรดคริปโทฯ ไม่กระทบเงินบาท
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของการซื้อขายผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เกี่ยวกับการซื้อขายเหรียญ USDT ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่านั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากพบว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องมีสัดส่วนต่ำมาก
แม้ปริมาณการซื้อขาย USDT ในประเทศไทยจะสูงขึ้น โดยมีสัดส่วนเพิ่มจาก 40% เป็น 50% ของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด แต่เมื่อเทียบสัดส่วนกับกระแสเงินฟลักซ์ (FX Inflow) ทั้งหมดพบว่ามีสัดส่วนเพียง 1.22% เท่านั้น
โดยการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการจับคู่กับเงินบาท (Trading Fair) ซึ่งเป็นการหมุนเวียนเงินภายใน ไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลตราต่างประเทศที่จะส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ หากพิจารณานักลงทุนที่นำเงินบาทไปแลกดอลลาร์เพื่อซื้อคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ในต่างประเทศ จะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงในทางกลับกัน หากขายคริปโทเคอร์เรนซีในต่างประเทศแล้วนำดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาท ซึ่งจะทำให้บาทแข็งพบว่ามีสัดส่วนเพียง 0.17% ของปริมาณ Flow ในตลาด FX เท่านั้น
ธปท.ขอข้อมูลรายวันเพิ่ม เน้นธุรกรรมเงินบาท
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ หรือ “แม่ทองสุก" เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การประชุมระหว่าง ธปท.กับผู้ค้าทองคำรายใหญ่ 14 ราย
โดย ธปท.ขอความร่วมมือให้ทำรายงานใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.การซื้อขายทองคำสกุลเงินบาท
2.การนำเข้า และส่งออกทองคำ สำหรับการรายงาน ธปท.ต้องการข้อมูลเชิงลึกระดับรายวัน ครอบคลุมธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินบาท การซื้อขายทองคำที่มีการนำเข้า และส่งออก รวมถึงการจับคู่ข้อมูลธุรกรรมกับการนำเข้า-ส่งออกทองคำและการชำระเงิน
ทั้งนี้ ข้อมูลที่ร้องขอส่วนใหญ่มีความละเอียดสูง และต้องรวบรวมเป็นรายวัน ส่งผลให้มีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ 3 รายที่มีเอกสารประกอบค่อนข้างมาก
ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการหารือเพื่อขอผ่อนผันการส่งมอบข้อมูลเป็นช่วงๆ เนื่องจากการจัดทำข้อมูลรายวันอาจไม่ทันต่อความต้องการของ ธปท.
รวมทั้ง ธปท.มีข้อมูลหลักอยู่แล้วแต่มีความประสงค์ขอข้อมูลเพิ่ม โดยเฉพาะรายละเอียดที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน และข้อมูลค่าเงิน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





