วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ทองพุ่งดัน ‘บาทแข็ง’ นำภูมิภาค จ่อหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ ธปท.หารือ 14 ผู้ค้าทองเข้ม

ทองพุ่งดัน ‘บาทแข็ง’ นำภูมิภาค จ่อหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์  ธปท.หารือ 14 ผู้ค้าทองเข้ม

เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง หลุด 31.30 บาทต่อดอลลาร์ แตะ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 3% นำโด่ง “ภูมิภาค” นับตั้งแต่สิ้น พ.ย. “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย-ไทยพาณิชย์” ชี้ปัจจัยหนุนทองคำนิวไฮ สวนปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ ยากจะเห็นอ่อนค่าเร็ววัน ธปท.เรียก 14 ยักษ์ค้าทองหารือเข้ม ปรับธุรกิจตามนโยบายใหม่ “รายงานเข้ม” ด้านสมาคมค้าทองคำ รอผลหารือพร้อมประเมินสถานการณ์

ทองพุ่งดัน ‘บาทแข็ง’ นำภูมิภาค จ่อหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์  ธปท.หารือ 14 ผู้ค้าทองเข้ม

ความเคลื่อนไหวของ “อัตราแลกเปลี่ยน” หรือ ค่าเงินบาทแข็งค่า ต่อเนื่องตลอดเดือน ธ.ค.และเริ่มเห็นการแข็งค่ามากขึ้นช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุด “ค่าเงินบาท” วันที่ 22 ธ.ค.2568 แข็งค่าสุดที่ระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ เป็นการแข็งค่าสุดรอบกว่า 4 ปีครึ่ง 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ค่าเงินบาท ที่ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ หรือเป็นการแข็งค่าต่อเนื่อง หากเทียบกับท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมา (19 ธ.ค.68) โดย 1 วัน เงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 0.9% จากศุกร์ที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 31.46 บาทต่อดอลลาร์ 

รวมทั้งหากเทียบค่าเงินในภูมิภาค พบว่าเงินบาทแข็งค่านำภูมิภาค อยู่ที่อันดับ 1 โดยแข็งค่าขึ้น 3.0% นับตั้งแต่สิ้นเดือนพ.ย.​ถึงวันที่ 22 ธ.ค.2568 จากระดับ 32.20 บาทต่อดอลลาร์

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดกล่าวว่า ค่าเงินบาทถือว่าแข็งค่าค่อนข้างมาก มาอยู่ที่ระดับแข็งค่าสุดของวันที่ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่แข็งค่ามากในช่วงเวลาอันสั้น

สะท้อนความผันผวนที่สูงมากของตลาด โดยยังเป็นการแข็งค่าครั้งนี้ถือเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปีครึ่ง

โดยปัจจัยหลักที่หนุนค่าเงินบาท ทั้งจากราคาทองคำ ตลาดโลก ที่ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ All-Time High ซึ่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท เนื่องจากกระแสเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับการค้าทองคำ ทำให้เงินบาทได้รับแรงหนุนให้แข็งค่าตามไป แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ได้สนับสนุนการแข็งค่าในระดับนี้มากนัก

นอกจากนี้ ยังแข็งค่าตามค่าเงินในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นพร้อมกัน ทั้งนี้ยังมาจากการแข็งค่ากลับมาของเงินเยน หลังจากที่เงินเยนอ่อนค่าเร็วมากในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนหน้าหลังทางการญี่ปุ่นได้มีการส่งสัญญาณเตือนหรือการแทรกแซงด้วยวาจาทำให้เงินเยนกลับมาแข็งค่า

“วานนี้เงินบาทแข็งค่ามาก ส่วนหนึ่งอาจมาจากเงินบาทหลุดแนวรับสำคัญ ๆ ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเงินบาทจะแข็งค่าต่อ จากก่อนหน้าที่แนวรับอยู่ที่ 31.40-31.30 บาทต่อดอลลาร์ จนล่าสุดมาอยู่ที่ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้มองว่าเงินบาทอาจต้องปรับลงไปทดสอบระดับที่ต่ำลงอีก โดยแนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 31.15 บาทต่อดอลลาร์”

ทั้งนี้ มองว่าค่าเงินบาทไม่ควรจะแข็งค่าต่อไปมากกว่านี้แล้ว เนื่องจากตลอดหลายสัปดาห์ของเดือนนี้ เงินบาทแข็งค่ามาอย่างต่อเนื่อง และถือว่าแข็งค่ามาไกลพอสมควรแล้ว เพราะปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เอื้อให้เงินบาทแข็งค่า

บาทแข็งยาวหลังราคาทองนิวไฮต่อ

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) กล่าวว่า  สถานการณ์ค่าเงินบาทอยู่ในช่วงแข็งค่าอย่างรวดเร็ว และโดดเด่นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค โดยหากเทียบกับวันที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าแล้ว 1%

ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนเงินบาทแข็งค่า หลักๆ มองว่ามาจากราคาทองคำ ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง (New High) จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น ทั้งการที่สหรัฐอาจดำเนินการปิดกั้นการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลา หรือที่มีข่าวว่ายูเครนเข้าไปโจมตีรัสเซีย 

สำหรับปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น และผลักดันราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้นแรง ซึ่งมีความสำคัญต่อค่าเงินบาท เนื่องจากเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำในระดับที่สูงมาก เมื่อราคาทองคำปรับขึ้น จึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้เงินบาทแข็งค่าตามไปด้วยอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ พบว่าการที่เงินบาทแข็งค่าไม่ได้มาจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Flow) หรือพฤติกรรมการเก็งกำไรค่าเงินบาท ที่ไม่พบสัญญาณการเข้าซื้อพันธบัตรไทยระยะสั้น ที่มักเป็นช่องทางหลักของการเก็งกำไรค่าเงิน ตรงกันข้าม กลับพบว่ามีเงินไหลออกเล็กน้อยด้วยซ้ำ

แนะภาครัฐเพิ่มบทบาทดูแลค่าเงิน

นอกจากนี้ การเข้ามาดูแลเงินบาททางการ อาจต้องมีบทบาทมากขึ้น โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจทำได้หลายแนวทางทั้ง แทรกแซงตลาดด้วยการซื้อดอลลาร์ เพื่อชะลอไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป 
แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แรงเข้ามารับซื้อดอลลาร์ของ ธปท.ดูไม่หนาแน่นมากนัก เมื่อเงินบาทแข็งค่าทะลุแนวรับสำคัญ จึงเกิดการไหลลงต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ประกอบกับสภาพคล่องในตลาดที่อาจบางลงในช่วงปลายปี

สำหรับ ประเด็นมาตรการควบคุมธุรกรรมทองคำ ยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น และยังไม่ส่งผลในเชิงรูปธรรม ธปท.เพียงขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์รายงานข้อมูลธุรกรรมซื้อขายทองคำ และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ซึ่งยังอยู่ในขั้นของการสังเกตการณ์ และศึกษาข้อมูลเท่านั้น

ดังนั้น หาก ธปท.ต้องการดูแลค่าเงินบาทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นต้องสื่อสาร โดยการแทรกแซงด้วยวาจา เช่นเดียวกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่ประกาศชัดว่าพร้อมเข้าดูแล หากค่าเงินผันผวนรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น 

เสนอใช้นโยบายการเงิน “ผ่อนคลาย”

นอกจากนี้ยังสามารถทำได้ผ่านนโยบายการเงิน โดยการสื่อสารของ กนง. ที่ผ่านมา สะท้อนว่านโยบายการเงินอยู่ในระดับเป็นกลาง หรือ Neutral ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลง หากต้องการให้เงินบาทอ่อนค่ามากขึ้น นโยบายควรมีลักษณะผ่อนคลาย (Dovish) มากกว่านี้

สำหรับ ทิศทางเงินบาทในระยะข้างหน้า เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันด้านการแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จากแนวโน้มราคาทองคำที่ยังอยู่ในระดับสูง ดีมานด์ทองคำปลายปีมาจากทั้งการซื้อของธนาคารกลาง และความต้องการในภาคเครื่องประดับ ความเสี่ยงด้านสงคราม และภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ

โดยมองกรอบค่าเงินบาทคาดว่าจะอยู่ที่ 31.0-31.5 บาทต่อดอลลาร์ แต่ยังมองว่าโอกาสที่เงินบาทจะหลุดระดับ 31.0 บาท ต้องอาศัยการพุ่งขึ้นของราคาทองคำที่แรงกว่านี้มาก และต้องมีปัจจัยดอลลาร์อ่อนค่าเข้ามาเสริม ซึ่งยังไม่ใช่กรณีฐานในขณะนี้

“ต้นปี เรามองว่าแรงกดดันด้านการแข็งค่าจะเริ่มลดลง ปัจจัยฤดูกาลซึ่งมีความแม่นยำราว 70% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ชี้ว่า ดอลลาร์มักอ่อนค่าในเดือนธ.ค.แต่จะกลับมาแข็งค่าใน ม.ค.ขณะที่เงินบาทจะรีบาวด์อ่อนค่าลง โดยยังไม่มองว่าเงินบาทจะกลับไปอ่อนค่าระดับ 32-33 บาทในเร็ววัน” นายวชิรวัฒน์ กล่าว

“สมาคมค้าทองคำ” รอสรุปประชุม

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ด้านการนำเข้า และส่งออกทองคำออนไลน์จำนวน 14 ราย เข้าร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายใหม่ที่กำหนดให้ต้องจัดทำรายงานรายละเอียดการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธปท. เปิดเผยว่า จากการประชุมกับผู้ค้าทองวานนี้เป็นการชี้แจงสมาคมผู้ค้าทองเกี่ยวกับแนวทางการรายงานข้อมูล ที่กำหนดให้ผู้ซื้อขายทองคำที่เข้าเกณฑ์ต้องรายงานธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำต่อ ธปท.เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางลดผลกระทบของการซื้อขายทองคำต่อค่าเงิน โดยทางสมาคม รับไปหารือ และจะรีบกลับมาแจ้งแก่ ธปท. หากมีข้อจำกัดใด ภายในสัปดาห์นี้

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ทางสมาคมยังอยู่ระหว่างรอผลสรุปการประชุมดังกล่าว จากสมาชิกผู้ค้าทอง 14 รายเข้าร่วมว่า การรายงานข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ ธปท.ตามข้อกำหนดใหม่นั้น จะต้องจัดทำตามข้อกำหนดใหม่ และรายงานอะไรกันบ้าง รวมถึงจะมีข้อเสนอแนะและข้อหารืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอะไรอีกบ้างหรือไม่

“สมาคมฯ ต้องรอสมาชิกรายงานผลหารือกับ ธปท.ก่อน เพื่อใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์ธุรกิจค้าทองต่อไป” นายจิตติ กล่าว

แหล่งข่าวในวงการผู้ค้าทองคำ กล่าวว่า ธปท.ยังคงเน้นย้ำว่าการหารือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความโปร่งใส และเสถียรภาพในระบบการเงิน โดยเฉพาะธุรกิจทองคำออนไลน์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูง และเชื่อมโยงกับตลาดโลก ซึ่งการจัดทำรายงานอย่างละเอียดจะช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถติดตามความเคลื่อนไหว และประเมินความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘ทองโลก’ ทุบสถิติใหม่ 4,400 ดอลลาร์

ราคาทองคำโลกพุ่งทะลุ 4,400 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรก ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ จากแรงคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ยต่อ และปัจจัยการเมืองโลก ขณะที่ ‘แร่เงิน-ทองแดง’ พุ่งทุบสถิติใหม่เช่นกัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค.68 ราคาทองคำโลกพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ทะลุระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรก

จากความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นว่าสหรัฐยังเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม และปัจจัยความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่แข็งแกร่ง กรณีสหรัฐเพิ่มความเข้มข้นการปิดล้อมด้านน้ำมันต่อเวเนซุเอลา

ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot gold) ปรับตัวขึ้น 1.7% อยู่ที่ 4,413.01 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 16.55 น.ตามเวลาไทยเมื่อวานนี้ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐงวดส่งมอบเดือนก.พ.2569 ปรับขึ้น 1.26% ไปอยู่ที่ 4,442.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วเกือบ 68% นับตั้งแต่ต้นปี ทำสถิติใหม่มาหลายครั้งปีนี้ ทั้งทะลุระดับ 3,000 ดอลลาร์ และ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรก และกำลังมุ่งหน้าสู่การปรับราคาขึ้นรายปีที่สูงที่สุดในรอบ 46 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา

แมตต์ ซิมป์สัน นักวิเคราะห์อาวุโสจาก StoneX กล่าวว่า เดือนธันวาคม มักให้ผลตอบแทนเชิงบวกสำหรับทองคำ และเงิน โดยปัจจัยฤดูกาลยังเป็นแรงหนุน อย่างไรก็ดี หลังจากราคาทองคำปรับขึ้นแล้วราว 4% ในเดือนธ.ค.นี้ และใกล้เข้าสู่ช่วงปลายปี

นักลงทุนฝั่งขาขึ้นอาจต้องระวังมากขึ้น เนื่องจากปริมาณการซื้อขายมีแนวโน้มลดลง และความเสี่ยงของแรงขายทำกำไรก็มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น

หวัง เต่า นักวิเคราะห์ทางเทคนิคของ Reuters ระบุว่า ราคาทองคำสปอตอาจขยับขึ้นต่อไปที่ระดับ 4,427 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากทะลุแนวต้านสำคัญที่ 4,375 ดอลลาร์

ธปท.ชี้กรอบเงินเฟ้อปีหน้า1-3%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า เป้าหมายนโยบายการเงิน หรือ กรอบเงินเฟ้อในปี 2569 จะใช้กรอบ 1-3% เหมือนกับในปี 2568 โดย ธปท.ได้หารือกับกระทรวงการคลังแล้ว โดยขั้นตอนต่อจากนี้กระทรวงการคลังจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปี 2568

นายวิทัย กล่าวว่า ในปี 2569 แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่เกิดภาวะเงินฝืดในปีหน้า โดย ธปท.จะพยายามทำให้เงินเฟ้อกลับเข้ามาอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ตามในปี 2569 ยังมีความผันผวนจากราคาน้ำมัน แต่คาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้ากรอบได้ปี 2570

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์