วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ธปท.ถกคลังคุมเข้ม ‘ผู้ค้าทอง’ สกัด “บาทแข็ง” พบโฟลว์มหาศาลธุรกิจซื้อขายทองคำ

ธปท.ถกคลังคุมเข้ม ‘ผู้ค้าทอง’ สกัด “บาทแข็ง” พบโฟลว์มหาศาลธุรกิจซื้อขายทองคำ

ค่าเงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็ว และรุนแรงช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หรือปัจจัยเศรษฐกิจโลก แต่มีต้นตอสำคัญจากโฟลว์ขนาดใหญ่ในธุรกิจซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะธุรกรรมแบบออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้ง

ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมขยายกรอบ และอำนาจกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ เข้มตรวจสอบโฟลว์จากร้านทอง และประสานหลายหน่วยงาน เพื่ออุดช่องโหว่ที่กำลังกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนาประจำปี “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร

โดยกล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็ว และรุนแรงที่ผ่านมาว่าไม่ใช่ผลจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการผสมกันของปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจโลก กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และโครงสร้างของตลาดการซื้อขายทองคำในประเทศไทยเชื่อมโยงกับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้งกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด

ทั้งนี้ ธปท.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และตระหนักดีว่าการแข็งค่าเงินบาทลักษณะนี้ สร้างผลกระทบต่อภาคส่งออก ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม จำเป็นต้องเข้าไปจัดการกับ “ต้นตอของไฟลว์” ที่เข้ามามากกว่ามองปลายเหตุที่ตัวค่าเงิน

หากดูถึงปัจจัยกระทบต่อค่าเงินบาทได้รับแรงกระแทกหลักจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ปัจจัยแรกคือ ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจโลก (Fundamental) ซึ่งธนาคารกลางแต่ละประเทศแทบไม่สามารถควบคุมได้ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมากถึงประมาณ 10% ภายในปีเดียว

การอ่อนค่าของดอลลาร์ระดับนี้ ย่อมส่งผลต่อทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปัจจัยจากบัญชีเดินสะพัด (Current Account) โดยรวมถือว่าเป็นบวกมากกว่าปกติ แม้เริ่มเห็นสัญญาณติดลบบางช่วง แต่ในภาพรวมไทยยังไม่ได้อยู่ในสถานะขาดดุลเรื้อรังเหมือนบางประเทศทำให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อดอลลาร์อ่อน 

ทั้งยังพบว่า กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Flow) โดยเฉพาะเงินทุนที่เข้ามาลงทุนในตลาดการเงิน รวมถึงตลาดตราสารหนี้ และเป็นเงินจากนักลงทุนสถาบันเป็นหลักเงินลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเงินร้อนที่เข้าออกเร็วเหมือนในอดีต

แต่แม้เป็นเงินระยะยาว การไหลเข้าของเงินจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ ยังสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ทองคำกระทบเงินบาทแข็งค่ารุนแรง

แต่ปัจจัยที่สร้างแรงกระแทกต่อค่าเงินบาทอย่างรุนแรงที่สุดในรอบนี้ คือ ธุรกิจการซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำในรูปแบบที่ไม่ใช่ทองคำจริง ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากการซื้อขายทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณแต่เกิดจากการซื้อขายทองคำในรูปแบบ “Paper”

ซึ่งเป็นการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันหรือระบบออนไลน์ ตลาดทองคำลักษณะนี้มีขนาดใหญ่มาก แม้ไม่มีใครสามารถระบุขนาดที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน

แต่ประเมินว่า มูลค่าซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันทั้งหมด อาจมีขนาดสูงถึง 40-50% ของ GDP สะท้อนถึงการเติบโตที่รวดเร็ว และขนาดที่ใหญ่ผิดปกติ

ทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้ค้าทองคำรายใหญ่ประมาณ 15 ราย จำนวนนี้มีผู้ค้าหลักที่มีบทบาทสำคัญทำธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนเพียง 3-4 รายเท่านั้น ทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัวสูงมาก และวันที่ค่าเงินบาทแข็งค่ารุนแรง ปริมาณซื้อขาย FX จากร้านทองสามารถพุ่งขึ้นไปถึงเกือบ 20% ของปริมาณการซื้อขายทั้งตลาด เป็นระดับที่สร้างแรงกระแทกต่อค่าเงินชัดเจน

ที่สำคัญที่สุด เมื่อพิจารณาเฉพาะฝั่งการขายดอลลาร์ ซึ่งเป็นฝั่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า พบว่าร้านทองรายใหญ่กลุ่มนี้ มีส่วนแบ่งการขายดอลลาร์สูงถึงประมาณ 70% ของตลาดทั้งหมด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้เกิดจากตลาดโดยรวม แต่เกิดจากโฟลว์ขนาดใหญ่ที่มาจากธุรกิจทองคำเป็นหลัก 

ที่สำคัญคือ ธุรกิจทองคำในลักษณะนี้ แทบไม่มีหน่วยงานใดเข้ามากำกับดูแลโดยตรง ทั้งที่มีผลกระทบต่อระบบการเงิน และค่าเงินในวงกว้าง

ผลกระทบที่เข้ามาในเงินบาท จากร้านทอง เมื่อเกิดการทำ Hedging และขายดอลลาร์ และซื้อเงินบาท ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งธุรกรรมนี้เองที่กลายเป็นปัจจัยผลักดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว"

  • ธปท.สกัดการแข็งค่าเงินบาททุกทาง

นายวิทัย กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ธปท.ดำเนินการเต็มที่ ทั้งเข้าไปดูแลอัตราแลกเปลี่ยนทุกวัน หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเต็มที่ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ขยายการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติเงินตราต่างประเทศ มาตรการเร่งด่วนที่ ธปท. ดำเนินการ ได้แก่

การสั่งให้ตรวจสอบเอกสารธุรกรรมขาย FX ที่เกี่ยวข้องกับทองคำทุกกรณีทันที เพื่อให้เห็นที่มาที่ไปของโฟลว์อย่างชัดเจน

ธปท. ยังขอให้กระทรวงการคลังแก้ประกาศกระทรวง เปิดทางให้ ธปท. มีอำนาจเรียกดูข้อมูล และกำกับดูแลในบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศมากขึ้น

อีกมาตรการหนึ่งคือ การเริ่มกำกับดูแลการนำเงินดอลลาร์เข้าประเทศ โดยกำหนดให้ต้องมีการแจ้งเอกสาร และระบุที่มาของเงินอย่างชัดเจน แม้การนำเงินเข้าจะเป็นเสรีมานานหลายสิบปี

“มาตรการเหล่านี้ จะไม่ใช่มาตรการรุนแรง ไม่มีการเก็บภาษี ไม่มีการปิดกั้นเงินทุนเหมือนอดีต เช่น มาตรการปี 2010 เพราะเข้าใจดีว่าหากทำจะมีผลกระทบรุนแรง และธปท.ก็มีบทเรียน และความเจ็บปวดจากการทำมาตรการนี้แล้ว”

ไม่เพียงเท่านั้น เนื่องจากปัญหามีความซับซ้อน ธปท. จึงต้องประสานงานกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง เพื่อหาหน่วยงานที่เหมาะสมในการกำกับดูแลธุรกิจทองคำโดยตรง

  • หารือตราสารหนี้-ก.ล.ต.ลดผลกระทบเงินบาท

ขณะเดียวกัน ธปท. ยังหารือกับหน่วยงานผู้ออกตราสารหนี้รายใหญ่ ขอให้ชะลอออกตราสารหนี้ช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า เพื่อลดแรงดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ

รวมถึงยังมีการประสานงานกับ ก.ล.ต. และ ปปง. โดยเฉพาะในประเด็นการติดตามแหล่งที่มาของเงินคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งเชื่อมโยงกับกฎหมาย Travel Rule ที่จะช่วยให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบที่มาของเงินได้

นอกจากนี้ย้ำว่า กรณีที่มีการตั้งประเด็นว่า การเทรด USDT เป็นสาเหตุหลักทำให้เงินบาทแข็งค่า ตัวเลขที่อ้างว่ามีการเทรด USD ที่เกี่ยวข้องกับ USDT สูงถึงเดือนละ 100,000 ล้านบาทนั้นไม่เป็นความจริง ตัวเลขจริงอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าที่ถูกกล่าวอ้างอย่างมาก

ที่สำคัญ หากเป็นการซื้อขาย USDT อย่างถูกกฎหมาย จะไม่มีธุรกรรมซื้อขายดอลลาร์/บาท อยู่เบื้องหลัง จึงไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท
ปัญหาที่ ธปท. ให้ความสำคัญ คือ เรื่องแหล่งที่มาของเงินทุน หากมีการซื้อขาย USDT ปริมาณมาก อาจ

สะท้อนถึงเงินทุนจากต่างประเทศที่ต้องการแปลงเป็นเงินบาท ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบว่าเป็นเงินเทาหรือไม่ มีกฎหมาย Travel Rule จะช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถติดตามเส้นทางเงินคริปโทเคอร์เรนซีได้ชัดเจน และมองเห็นภาพรวมของระบบได้ดีขึ้น

  • ห่วงเอสเอ็มอีหนี้เสียสูง

สิ่งที่น่าห่วงเวลานี้อีกด้านคือ หนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อย และ SME อยู่ในระดับสูงมาก NPL ของ SME อยู่ราว 8-9% และหากรวมสินเชื่อที่มีความเสี่ยงทั้งหมด ตัวเลขอาจสูงถึง 15-16% ซึ่งถือว่าสูงอย่างยิ่ง ขณะที่หนี้ภาคธุรกิจโดยรวมก็อยู่ในระดับกว่า 80% ของ GDP

โดย SME ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย เนื่องจาก SME เป็นผู้จ้างงานถึงประมาณ 70% ของแรงงานทั้งประเทศ และหากนับตามจำนวนกิจการจะสูงถึงเกือบทั้งหมดของระบบเศรษฐกิจ แต่ในด้านสินเชื่อกลับติดลบต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส หรือกว่า 3 ปี ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีผลประกอบการที่ดี และสถาบันการเงินก็ยังแข็งแกร่ง

ส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวแบบ K-shape อย่างชัดเจน คือ คนตัวเล็ก และธุรกิจฐานรากได้รับผลกระทบหนัก ขณะที่รายใหญ่ยังไปต่อได้ และเมื่อ SME เข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ ส่งผลโดยตรงต่อการลงทุน การสร้างรายได้ และการจ้างงาน ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ

  • ผู้ค้าทองพร้อมให้ “ข้อมูล”

ด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าสมาคมผู้ค้าทองคำ และผู้ค้าทองคำนำเข้าส่งออกจะประชุมกับ ธปท. สัปดาห์หน้า (22 ธ.ค.68) เพื่อทำความเข้าใจประเด็น และให้ข้อมูลชี้แจง

ทางสมาคมเชื่อว่าการกำกับดูแลอาจกระทบต่อผู้ค้าทองรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องการนำเข้าส่งออก และออนไลน์ประมาณ 14 รายเป็นหลัก ไม่ใช่ร้านทองทั่วไป

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ หรือ “แม่ทองสุก" กล่าวว่า ผลกระทบของเงินบาทแข็งค่าต่อราคาทองนั้น จากการศึกษาพบว่ามีผลกระทบเพียง 7-8% เท่านั้น ไม่ใช่ 80-90% การแข็งค่าของเงินบาท และการขึ้นของราคาทองคำต่างมาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง

ซึ่งในทุกการหารือระหว่างผู้ค้าทองคำ กับ ธปท.บริษัทได้ชี้แจงข้อมูลไปแล้ว แต่ก็พร้อมให้ความร่วมมือให้ข้อมูลเพิ่ม

  • อ้อนแบงก์ลดดอกเบี้ย-ปล่อยกู้เพิ่

    อย่างไรก็ตาม แม้คณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายรวมแล้วถึง 1.25% ในช่วง 1 ปี แต่ผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังมีจำกัดมาก เหตุผลสำคัญคือ ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การลดดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมสูงวัย หรือเพิ่มผลิตภาพได้ อีกทั้งการลดดอกเบี้ยรวม 1% ในช่วงก่อนหน้า ส่งผลต่อ GDP ในปี 2568-2569 รวมกันไม่ถึง 0.2%

“ในด้านดอกเบี้ย ถามว่าเราลดอีกได้มั้ย ลดได้ พร้อมลด แต่ยอมรับว่ากระสุนเรามีน้อย ควรนำมาใช้ยามจำเป็น และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา ก็หวังว่า ธนาคารต่างๆ จะลดดอกเบี้ยลงบ้าง และช่วยปล่อยกู้เพิ่มขึ้น แม้ความเสี่ยงสูงขึ้นก็ตามเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ และประคับประคองเศรษฐกิจกันในเวลาเดียวกัน”

แบงก์รัฐหั่นดอกเบี้ยกู้สูงสุด 0.25%
นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลงสูงสุด 0.25% ต่อปี
สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2568 เป็นต้นไป การปรับลดครั้งนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภท (MOR, MLR และ MRR) ของธนาคารออมสิน อยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 6 แห่ง ช่วยเติมสภาพคล่อง และลดต้นทุนการเงินให้ประชาชน และภาคธุรกิจได้ทันที
ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม โดยไม่มีการปรับลดตามดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ผู้ฝากเงิน และสนับสนุนภารกิจหลักของธนาคารในการส่งเสริมการออมให้มีความต่อเนื่อง

ธ.ก.ส. หนุนภาคเกษตรรับความเสี่ยง นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคการเกษตร  มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1.อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทเงินเกินบัญชี (MOR) ปรับลดลง 0.25% ต่อปี คงเหลือ 6.125%ต่อปี 2.อัตราดอกเบี้ยลูกค้านิติบุคคลชั้นดี (MLR) ปรับลดลง 0.10% ต่อปี คงเหลือ 6.025% ต่อปี

บสย. หั่น prime rate  นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.ประกาศปรับลด อัตราดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.25% ต่อปี จากเดิม 5.60% เหลือ 5.35% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด และเป็นการปรับลดครั้งที่ 4 ของปี 2568 โดยจะมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค.2568 เป็นต้นไป 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์