วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

‘วิทัย’ จ่อกำกับ ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ ธุรกรรมพุ่งสูง เสี่ยงระบบการเงิน

‘วิทัย’ จ่อกำกับ ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ ธุรกรรมพุ่งสูง เสี่ยงระบบการเงิน

ความท้าทายใหม่ในการจัดการความเสี่ยงทางการเงินที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการขยายตัวของกลไกทางการเงินรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะบริการ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งแม้ในทางเทคนิคจะไม่ถูกจัดเป็น “สินเชื่อ” ตามนิยามดั้งเดิม แต่กลับเริ่มพัฒนาไปสู่ระดับที่กลายเป็น ความเสี่ยงในระบบ และจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า เริ่มเห็นความเสี่ยงจาก BNPL ต่อระบบการเงินที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ มองว่าหัวใจของปัญหาอยู่ที่ความย้อนแย้งสำคัญคือ แม้ปรากฏการณ์เหล่านี้เริ่มสร้างผลกระทบในเชิงระบบ แต่กลับกัน BNPL ไม่ถูกจัดเป็นสินเชื่อ ในเชิงกฎหมายหรือเชิงนิยาม ส่งผลให้การกำกับดูแล และการใช้นโยบายทำได้ยากขึ้น ซึ่งปัจจุบันไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับของ ธปท.

ดังนั้น สิ่งที่ ธปท.กำลังพิจารณาคือ เมื่อเครื่องมือทางการเงินที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วไม่เข้าข่ายกรอบเดิมที่ใช้ควบคุมอยู่ จะทำอย่างไรที่ ธปท.จะสามารถเข้าไปกำกับดูแลได้ เนื่องจาก กรณีที่ผู้ขายอนุญาตให้ผู้บริโภคนำสินค้าไปใช้ก่อน และกำหนดให้ชำระเงินภายในระยะเวลาสั้น

ซึ่งในทางเทคนิค ไม่ถือเป็นสินเชื่อ แต่ในทางพฤติกรรม และผลกระทบทางเศรษฐกิจ กลับมีลักษณะใกล้เคียงกับการก่อหนี้ และอาจนำไปสู่ปัญหาการสะสมภาระทางการเงินโดยที่ระบบไม่สามารถมองเห็นได้อย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ หรือการเข้าไปกำกับต่างๆ ไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกลไกใหม่ และที่สำคัญ ต้องปรับวิธีการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเห็นรายละเอียดต่างๆ ให้ครบถ้วนก่อน

หรือมองเห็นความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง หากปล่อยให้กลไกเหล่านี้ขยายตัวต่อไปโดยไม่มีการจัดการ ในที่สุดแล้วผลกระทบจะย้อนกลับมากระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน และเศรษฐกิจมหภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“เริ่มเห็นความเสี่ยง BNPL เพราะธุรกรรมเริ่มสูงขึ้น ดังนั้นมีผลต่อระบบการเงินแน่นอน แต่การเข้าไปดูแลอาจไม่สามารถทำได้โดยเร็ว เพราะธุรกิจ ไม่ได้ให้สินเชื่อโดยตรง ไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับของ ธปท. ดังนั้นเบื้องต้นธปท.ต้องไปดูก่อนว่า ทำอย่างไรได้บ้างที่จะให้เข้าข่ายที่เราเข้าไปดูแลในอนาคต”

หวังปิดช่องโหว่เชิงโครงสร้าง

ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของ BNPL การที่ ธปท.เริ่มขยับเข้ามาติดตาม และพิจารณาการกำกับดูแล ไม่ได้เป็นเพียงการ “เพิ่มกฎ” ให้กับธุรกิจใหม่ แต่สะท้อนถึงความพยายามปิดช่องโหว่เชิงโครงสร้างของระบบการเงินไทย ก่อนที่ความเสี่ยงจะสะสมจนกลายเป็นปัญหาระดับมหภาค

ข้อดี ประการสำคัญที่สุดของการเข้าไปกำกับ BNPL คือ การทำให้ภาระหนี้ที่ปัจจุบัน “อยู่นอกเรดาร์” ของระบบการเงิน ถูกนำเข้ามาอยู่ในกรอบการมองเห็น

BNPL ในปัจจุบัน แม้จะสร้างภาระผ่อนชำระจริง แต่กลับไม่ถูกจัดเป็นสินเชื่อตามนิยาม ทำให้หนี้จำนวนมากไม่ปรากฏในข้อมูลทางการ ไม่เชื่อมโยงกับเครดิตบูโร และไม่ถูกนำมาประเมินร่วมกับหนี้ประเภทอื่นของผู้บริโภค

หาก ธปท. สามารถเข้าไปกำกับหรือกำหนดมาตรฐานบางประการได้ จะช่วยให้ระบบการเงินสามารถ ประเมินภาระหนี้ที่แท้จริงของประชาชนได้ครบถ้วนมากขึ้น ลดความเสี่ยงของ “หนี้ระเบิดพร้อมกัน

ในอนาคตป้องกันการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริงของทั้งสถาบันการเงิน และนโยบายเศรษฐกิจ

เข้าถึงบริการง่าย จุดเสี่ยงหนี้พุ่ง

แหล่งข่าวในวงการอีคอมเมิร์ซ-ฟินเทคในไทย ให้ความเห็นประเด็นนี้ว่า แรงเหวี่ยง BNPL ชัดเจนที่สุดบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งกำลังกลายเป็นช่องทางค้าปลีก ขาย และจับจ่ายซื้อสินค้าหลักของผู้บริโภคไทย การเข้าถึงบริการที่ง่าย อนุมัติวงเงินที่รวดเร็ว ขั้นตอนการสมัครไม่ซับซ้อนล้วนตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค

โดยเฉพาะกลุ่มวัยเริ่มทำงาน ทำให้ BNPL กลายเป็น “เครดิตพร้อมใช้” ที่ตอบสนองต่อเศรษฐกิจความเร่งด่วนของคนรุ่นใหม่อย่างลงตัว

หากความง่ายนี้เองกำลังท้าทายเสถียรภาพของระบบการเงินในมิติใหม่ เพราะผู้ใช้จำนวนมากไม่ได้ตระหนักว่าตัวเองกำลังก่อหนี้เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว และผู้ให้บริการอาจมีช่องโหว่ที่ระบบตรวจสอบภาระหนี้รวม “ไม่เข้มข้น” เหมือนผู้ให้กู้แบบดั้งเดิม ดังนั้น ผู้ที่กำกับดูแลบริการการเงินในประเภทนี้ ต้องเท่าทัน และหามาตรการควบคุมอย่างเหมาะสม

บริการ SPayLater ของ ช้อปปี้ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเบอร์หนึ่งของไทยจึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตา เพราะถือเป็นผู้เล่นในตลาด BNPLที่เติบโตเร็วที่สุดรายหนึ่งในไทย เช่นเดียวกับ ลาซาด้า Paylater ที่กำลังได้รับความนิยมต่อเนื่อง

ช้อปปี้-ลาซาด้า ยันเข้มงวดปล่อยวงเงิน

นายศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้บริหารประจำประเทศไทย บริษัท Monee (มันนี่) บริษัทในเครือ ซี กรุ๊ป บริษัทแม่ของช้อปปี้กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ยืนยันว่า เป้าหมาย SPayLater ต้องการช่วยผู้บริโภคบริหารจัดการกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโครงสร้างความปลอดภัยหลายชั้น ตั้งแต่คัดกรองผู้ใช้เชิงลึก ผ่านการประเมินความสามารถการชำระจากข้อมูลหลายมิติ

ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมการซื้อ ทั้งยังกำหนดวงเงินอย่างเหมาะสมตามประวัติชำระเงิน และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล มีทีมเครดิตเฉพาะทาง ที่ติดตามลูกค้าแบบใกล้ชิดมากกว่าบริษัทฟินเทคทั่วไป

“เรากําหนดวงเงินสินเชื่อที่รับผิดชอบจากหลายปัจจัย รวมถึงพฤติกรรมใช้จ่าย และประวัติชำระเงินของแต่ละบุคคล โดยขึ้นกับประวัติการทำธุรกรรมผู้ใช้งาน มาตรการเหล่านี้ป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานรับภาระทางการเงินมากเกินไป และสนับสนุนความยืดหยุ่นทางเครดิตให้กับผู้บริโภคในระยะยาว”

นายศุภวิทย์ กล่าวว่า บริษัทปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคร่งครัด ดังนั้น SPayLater จึงเป็นระบบที่พยายามออกแบบให้ผู้ใช้ก่อหนี้ในระดับที่ปลอดภัยต่อทั้งตัวเอง และระบบในระยะยาว

“เราให้ความสำคัญการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และมีมาตรการคัดกรองผู้สมัคร และผู้ใช้บริการอย่างรัดกุม เพื่อจัดการความเสี่ยงควบคู่ไปกับการควบคุมระดับหนี้เสียให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น ประเมินความสามารถการชำระหนี้ และพฤติกรรมใช้จ่าย เพื่อช่วยลดความเสี่ยง และส่งเสริมการใช้บริการอย่างมีความรับผิดชอบ และป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น” นายศุภวิทย์ กล่าว

ปัจจุบัน บริการ SPayLater เป็นบริการที่เติบโตต่อเนื่อง แม้ไม่สามารถเปิดเผยจํานวนผู้ใช้งานที่ชัดเจนได้ แต่บริษัทยืนยันได้ว่า การใช้งานยังคงเติบโตอย่างมั่นคง

ขณะที่ นางสาววาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า บริการ ลาซาด้า Paylater เป็นหนึ่งในบริการที่มีการใช้งานเติบโตต่อเนื่อง ที่เติบโตสูง คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

ซึ่งบริษัทมีทีมงานดูแลโดยเฉพาะ มีการประเมินเครดิตความเสี่ยง และจะพิจารณาวงเงินใช้งานอย่างเหมาะสมกับลูกค้า บริษัทยืนยันว่า มีการปล่อยวงเงินให้ลูกค้าอย่างรัดกุม

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์