สำหรับการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันตั้งแต่วันที่ 1-16 ธ.ค.2568 "เงินบาท"เทียบภูมิภาคแข็งค่านำภูมิภาค โดยแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 2.2% ถัดมา คือ เงินริงกิต แข็งค่า 1.1% และเงินเยน แข็งค่า 0.9% อันดับ 4 เงินดอลลาร์สิงคโปร์ แข็งค่า 0.5% ตามด้วยเงินหยวน แข็งค่า 0.5% อันดับ 6 คือ เงินด่อง แข็งค่าขึ้น 0.1%
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หาทางรับมือ ซึ่งนายเอกนิติ ได้หารือกระทรวงพาณิชย์ และ ธปท.เกี่ยวกับธุรกรรมซื้อขายทองคำทุกธุรกรรมเพื่อแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไป
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท.เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค.2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.5% โดยสาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากปัจจัยเฉพาะของไทย เช่น ปัจจัยฤดูกาลช่วงท้ายปีที่ทำให้มีเงินไหลเข้าสูงขึ้น ทั้งจากการท่องเที่ยว และการส่งออก รวมทั้งเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในหุ้น และพันธบัตร นอกจากนี้ ยังมีธุรกรรมจากกลุ่มผู้ค้าทองคำที่มีปริมาณธุรกรรมขายเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อเงินบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ธปท.เข้าดูแลค่าเงินบาท และคุมเข้มธุรกรรมการขายเงินดอลลาร์ เพื่อซื้อเงินบาทของธุรกิจทองคำ โดยสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบเอกสารในธุรกรรมการขายเงินตราต่างประเทศเพื่อแลกซื้อเงินบาทของธุรกิจทองคำเข้มงวด และอยู่ระหว่างการขอให้ออกประกาศกระทรวงการคลังเพื่อให้อำนาจ ธปท.ในการเรียกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศจากผู้ค้าทองคำรายใหญ่
รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดการกำกับธุรกรรมการขายเงินดอลลาร์เพื่อซื้อเงินบาท เนื่องจากธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศของธุรกิจทองคำในบางช่วงมีสัดส่วนสูงถึง 20% ของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งมีผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท
นอกจากนั้น ธปท.หารือกระทรวงการคลังเพื่อขอให้มีหน่วยงานที่เหมาะสมกำกับดูแลธุรกิจทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่มีขนาดธุรกรรมใหญ่ขึ้นมาก และส่งผลให้เกิดความผันผวนของค่าเงินบาทชัดเจน
อีกทั้ง ธปท.จะตรวจสอบการทำธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศเพื่อซื้อเงินบาท เพื่อป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่พึงประสงค์หรือไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจปกติและการโอนเงินของบุคคลธรรมดา โดยจะให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศเคร่งครัด
"นักลงทุน-ท่องเที่ยว" มองบาทแพงขึ้น
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่ากระทบความสามารถการแข่งขันประเทศทั้งด้านสินค้า การท่องเที่ยว และด้านอื่น แม้ความแข็งค่าส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลภายนอก
เช่น การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ย แต่ค่าเงินบาทไทยยังแข็งค่าเมื่อเทียบคู่ค้า และคู่แข่งในภูมิภาค
สถานการณ์ปัจจุบันที่น่าเป็นห่วงคือ หากพิจารณาเทียบกับสกุลเงินอย่างเยน หรือสกุลเงินอื่น ค่าเงินบาทถือว่าแข็งค่าสุดในรอบหลายปี หากเทียบเป็นค่าเงินเฉลี่ยค่าเทียบกับคู่ค้าคู่แข่งของไทย (NEER) โดยค่าเงินบาททำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล (all time high)
ดังนั้นการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้ไทยดู “แพงขึ้น” ในสายตาชาวต่างชาติ เช่น หากเทียบการตัดสินใจมาเที่ยวหรือลงทุนไทย เทียบกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ โดยไทยมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจึงกระทบความสามารถการแข่งขันทั้งสินค้าและการท่องเที่ยว
นอกจากผลกระทบต่อภาคการส่งออก ภาคการลงทุนได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะนักลงทุนที่นำเงินไปลงทุนต่างประเทศ เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นอาจทำให้ขาดทุนจากค่าเงินบาท
เงินบาทแข็งฉุดความสามารถแข่งขัน
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT กล่าวว่า สถานการณ์เงินบาทช่วงที่ผ่านมาน่ากังวล โดยเฉพาะการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบดอลลาร์ ซึ่งกระทบทางตรงต่อความสามารถการแข่งขันของการส่งออก และการท่องเที่ยว แม้ส่วนหนึ่งของการแข็งค่าจะเกิดจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์
แต่ประเด็นที่สำคัญกว่า คือ เงินบาทแข็งแกร่งเมื่อเทียบสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ซึ่งทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งเชิงโครงสร้าง
“หากเงินบาทแข็งค่าเพียงเทียบกับดอลลาร์เพียงอย่างเดียว อาจยังอธิบายได้ด้วยปัจจัยภายนอก แต่เมื่อเงินบาทแข็งกว่าสกุลเงินของประเทศคู่ค้า และคู่แข่ง ความสามารถการแข่งขันของไทยย่อมถูกบั่นทอนลง”
ทั้งนี้ หากมองไปข้างหน้าค่าเงินบาทยังอยู่ทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้มาจากการเติบโตเศรษฐกิจไทย แต่มาจากปัจจัยพื้นฐานจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังอยู่ระดับสูง แม้การส่งออกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลง จากผลของสงครามการค้า และความเสี่ยงที่สหรัฐเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า
แต่อีกด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าลง การบริโภค และการลงทุนไม่เร่งตัวกลับทำให้การนำเข้ามีความเสี่ยงชะลอตัวแรงกว่าเดิม ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกก็ปรับลดลง
ดังนั้น แม้รายได้การส่งออกชะลอ แต่เงินที่ไหลออกไปจากการนำเข้ากลับลดลงมากกว่า ทำให้ดุลการค้ายังเกินดุล ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวยังเติบโตได้ ส่งผลให้บัญชีเดินสะพัดของไทยยังเกินดุลสูง ซึ่งเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งแกร่งกว่าเพื่อนบ้านในบางช่วง คือ บทบาทของทองคำ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกทองคำสุทธิเมื่อราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น จะมีการส่งออกทองคำออกไป ทำให้มีเงินดอลลาร์ไหลเข้าประเทศ และกดดันให้เงินบาทแข็งค่า
ทั้งนี้ มองว่ามาตรการควบคุมหรือตรวจสอบธุรกรรมการค้าทองคำเป็นเรื่องดี ทั้งการคุ้มครองผู้บริโภค การตรวจสอบการส่งมอบทองคำจริง และการป้องกันการฟอกเงิน แต่การมุ่งแก้ปัญหาเงินบาทผ่านกลไกทองคำอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของค่าเงินบาทได้
แนะไทยไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น
สำหรับสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย ทำให้ไทยเสียเปรียบในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มโภคภัณฑ์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทที่นักลงทุนอาจเลือกซื้อจากประเทศอื่นแทนไทย
“วันนี้มีประเด็นตรงที่เงินบาทแข็งค่าทำให้เสียเปรียบคู่แข่งมาก เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตเหมือนกัน หากหันไปซื้อที่อื่นเพราะถูกกว่าอาจทำให้ไทยขายได้ยากขึ้น และหากไม่ลงทุนนวัตกรรมหรือการเพิ่มมูลค่า ไทยจะยิ่งเสียความสามารถการแข่งขันมากขึ้นระยะยาว"
ส่วนการแก้ปัญหาเงินบาทระยะยาว ต้องมุ่งรักษาสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยไม่พึ่งนโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียว ซึ่งทำได้ทั้งส่งเสริมการลงทุนออกนอกประเทศ แม้เงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าไทยจะดีต่อเศรษฐกิจ แต่อีกมุมยิ่งกดดันให้เงินบาทแข็งค่า
ดังนั้น ควรเปิดทางให้คนไทยลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ทั้งการลงทุนโดยตรง และการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ เช่น หุ้นหรือพันธบัตร โดยทำให้กระบวนการง่าย และสะดวกขึ้นในช่วงที่เงินบาทแข็ง ยิ่งเป็นโอกาสให้คนไทยหาผลตอบแทนจากต่างประเทศ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าไทย และควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่รับความเสี่ยงได้สามารถลงทุนโดยไม่ต้องป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด
นอกจากนี้ควรเร่งลงทุนในประเทศเพื่อลดแรงกดดันจากการนำเข้าที่หดตัวที่สาเหตุสำคัญมาจากการลงทุนในประเทศต่ำ
ดังนั้น ต้องเร่งมาตรการส่งเสริมการลงทุน และใช้จังหวะนี้เร่งนำเข้าเครื่องจักร และวัตถุดิบ รวมถึงเร่งรัดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อเงินบาท
เงินบาทจ่อแข็งค่าถึงกลางปีหน้า
นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันแต้มต่อค่าเงินของไทยหมดแล้ว และเงินบาทที่แข็งค่าอาจกระทบขีดความสามารถการแข่งขัน
ทั้งนี้ ระยะสั้นอาจแข็งค่านำภูมิภาค และประเทศคู่เทียบตั้งแต่ปลายปี 2568 ถึงไตรมาส 1 ปี 2569 เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นอีก เพราะมีการลดดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐ (FED) รวมถึงราคาทองที่ยังเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง
รวมทั้งช่วงกลางปี 2569 เงินบาทอาจอ่อนค่าลงเล็กน้อย เนื่องจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของสหรัฐสิ้นสุดลง และนักลงทุนเริ่มย้ายเงินลงทุนกลับ แต่หากมองแง่ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER) เมื่อเทียบประเทศคู่เทียบแล้วยังแข็งค่ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินบาท ยังกระทบการส่งออกสินค้าเกษตรที่พึ่งพิงการผลิต และแรงงานภายในประเทศเป็นส่วนมาก ทำให้ผลกระทบค่อนข้างมาก
สวนทางสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก ซึ่งอาจได้ประโยชน์จากราคาสินค้านำเข้าที่ถูกลง
ในภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากตลาดการท่องเที่ยวแข่งขันด้านราคาสถานที่ท่องเที่ยวค่อนข้างสูง โดยเฉพาะระหว่างไทยกับเวียดนาม ซึ่งหากเงินบาทไทยแข็งค่า และเงินด่องเวียดนามอ่อนค่าจะส่งผลให้ส่วนต่างค่าเงินมีขนาดใหญ่ขึ้น และจะมีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวแน่นอน
“หากเงินบาทอ่อนค่าอาจมีส่วนช่วยดูดซับความรุนแรงของปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศได้ ทั้งยังช่วยการส่งออก และการท่องเที่ยว แต่แนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าเช่นนี้ยิ่งทำให้ปัญหาหนักขึ้นแทนที่จะช่วยให้ดีขึ้น”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





