นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ล่าสุดค่าเงินบาทในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่า “แข็งมาก” และเป็นการแข็งค่าที่เห็นได้ชัดเจน
โดยปัจจุบันเงินบาทอยู่ที่ 31.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง
สำหรับปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น มาจาก 3 ปัจจัยหลักที่เข้ามาหนุนพร้อมกัน ปัจจัยแรก และถือเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุด คือ การอ่อนแอของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยการอ่อนค่าของดอลลาร์ในรอบนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับเงินบาทเท่านั้น แต่กระทบต่อสกุลเงินทั่วโลกในภาพรวม สาเหตุสำคัญมาจากแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด
แม้ว่าในการประชุมรอบล่าสุด เฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้แล้ว แต่สิ่งที่ตลาดการเงินได้ “มองข้ามช็อต” ไปไกลกว่านั้น
โดยตลาดกำลังประเมินว่าในปีหน้า เฟดอาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่สะท้อนอยู่ใน Dot Plot ซึ่งในเอกสารดังกล่าวคาดการณ์ไว้เพียง 1 ครั้ง ความคาดหวังของตลาดที่มองว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ส่งสัญญาณไว้นี้เอง เป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อดอลลาร์อ่อนค่า สกุลเงินอื่นๆ รวมถึงเงินบาทจึงแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย
ปัจจัยที่สองที่เข้ามาหนุนค่าเงินบาท คือ การปรับตัวขึ้นอย่างมากของราคาทองคำในตลาดโลก ที่ราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง และอาจแตะระดับออลล์ไทม์ไฮต่อที่เป็นแรงเสริมให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติม
ปัจจัยที่สาม จากปัจจัยทางเทคนิคในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยค่าเงินบาทได้หลุดผ่านแนวรับสำคัญหลายระดับอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การหลุดระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะไหลลงมาผ่านระดับ 31.8 บาท 31.6 บาท และ 31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การหลุดแนวรับสำคัญเหล่านี้มีลักษณะเป็นการเร่งแรงของตลาด และอาจกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติมจากผู้เล่นในตลาด ซึ่งยิ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





