วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติม ศก. สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติม ศก.  สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

สถานการณ์การยุบสภา กลายเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่ยังเผชิญความขัดแย้ง และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ความไม่แน่นอนทำเศรษฐกิจ “ชะงัก”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่า ความเสี่ยงจากการยุบสภา ไม่ได้อยู่ที่แรงกระแทกทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือ ความไม่แน่นอนที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะชะงักงัน

เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มชะลอการใช้จ่าย ภาคเอกชน และนักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจลงทุนใหม่ เนื่องจากไม่เห็นทิศทางนโยบายที่ชัดเจน ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอ่อนแรง แม้จะไม่หดตัวรุนแรงทันที แต่ผลกระทบจะค่อยๆ สะสม และมีแนวโน้มไปปรากฏชัดในปีถัดไป

ความน่าห่วงในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากการยุบสภาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการซ้อนทับกับปัจจัยลบอื่น เช่น สงคราม และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยิ่งทำให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ และประเมินผลกระทบโดยรวมได้ยากขึ้น

อีกประเด็นสำคัญคือ สถานะรัฐบาลรักษาการ ซึ่งมีข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย และการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การใช้งบกลางในภาวะฉุกเฉิน และการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลให้ระบบราชการมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “เกียร์ว่าง” โครงการต่างๆ เดินหน้าช้าลง

ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ ความล่าช้าของงบประมาณ หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ตามกรอบเวลางบประมาณอาจล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะกระทบต่อจีดีพีโดยตรง และอาจลากยาวไปถึงงบประมาณปีถัดไป โดยสิ่งที่ทำให้รอบนี้แตกต่างจากอดีต คือ การยุบสภาเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะสงคราม ทำให้ความกังวลต่อผลกระทบโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น

เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า หากพิจารณาเฉพาะมิติการเมือง การยุบสภาอาจไม่ได้สร้างแรงกระแทกทางเศรษฐกิจรุนแรง เพราะตลาดรับรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการเลือกตั้ง การยุบสภาเป็นเพียงการขยับจังหวะให้เร็วขึ้นเล็กน้อย

สิ่งที่น่าห่วงคือ “จังหวะเวลา” ที่การยุบสภาเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

ทั้งกำลังซื้อในประเทศ ความไม่ต่อเนื่องของการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ความไม่สงบในภาคใต้ จึงอาจซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจ

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือ การชะลอการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีแนวโน้มรอดูความชัดเจนทางการเมือง

รวมถึงการชะลอการเริ่มต้นโครงการลงทุนใหม่ภาครัฐ เนื่องจากยังไม่สามารถอนุมัติได้ในช่วงรัฐบาลรักษาการ

ขณะเดียวกันความไม่ชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย หรือมาตรการด้านการท่องเที่ยว อาจทำให้เศรษฐกิจขาดแรงพยุงในช่วงต้นปีหน้า

ทั้งนี้ มองว่าภายใต้ความไม่ชัดเจน นโยบายการเงินอาจต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อชดเชยข้อจำกัดของนโยบายการคลัง โดยคาดว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินจะช่วยพยุงกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และดูแลเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1-2 ปีหน้า ซึ่งถือเป็นช่วงเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

ห่วงสุญญากาศการเมือง ลามการค้า-เครดิต

บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าการยุบสภาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการเมืองตามวัฏจักร แต่เป็นสัญญาณที่ตอกย้ำความเปราะบางของระบบการเมืองไทยในสายตานักลงทุน ทั้งใน และต่างประเทศ แม้ผลกระทบระยะสั้นต่อตลาดเงิน และตลาดทุนอาจยังไม่รุนแรง

แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือ ความยืดเยื้อทางการเมือง และความเป็นไปได้ที่จะเกิด “สุญญากาศทางการเมือง” หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้หลังการเลือกตั้ง

ความแตกร้าว และความซับซ้อนระหว่างพรรคการเมืองหลัก ทำให้การฟอร์มรัฐบาลมีความยาก หากไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ความไม่แน่นอนจะยิ่งลากยาว สถานการณ์ดังกล่าว ระบบราชการมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเกียร์ว่าง

ข้าราชการไม่กล้าตัดสินใจ และขับเคลื่อนงานได้เต็มที่ แม้ไม่เกิดวิกฤติในทันที แต่จะบั่นทอนประสิทธิภาพการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การขาดมาตรการระยะสั้นในช่วงสุญญากาศทางการเมือง อาจทำให้จีดีพีไตรมาสแรกปีหน้าลดลงราว 0.2% แม้ทั้งปีอาจไม่แตกต่างมากหากรัฐบาลใหม่สามารถเข้ามาทำงานได้ในครึ่งปีหลัง แต่หากการเมืองยืดเยื้อความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าอาจทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศชะลอตัว และนักลงทุนระยะยาวเริ่มตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือ

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ท่าทีของบริษัทจัดอันดับเครดิต หากรัฐบาลใหม่ไม่รักษาวินัยการคลัง และเบี่ยงไปใช้นโยบายประชานิยมมากขึ้น ความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับเครดิตจะเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์