ขายของออนไลน์จนรายได้พุ่ง หลายคนอาจรีบตัดสินใจ "จดบริษัท" เพราะเห็นใครๆ ก็ทำกัน โดยไม่ได้เช็คความพร้อมของตัวเอง ระวัง! อาจได้ไม่คุ้มเสีย มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง
การขายของออนไลน์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นโอกาสทองของใครหลายคนบางคนเริ่มจากการโพสต์ขายเล็กๆ ในเฟซบุ๊กหรือไลน์ แต่กลับไปได้ดีจนกลายเป็นรายได้หลัก และเมื่อยอดขายสูงขึ้นความคิดหนึ่งที่มักโผล่มาในใจคือ “ควรจดบริษัทแล้วหรือยัง?”
เพราะในสายตาของผู้ขายจำนวนไม่น้อย การมีบริษัทเหมือนเป็นบันไดขั้นต่อไปที่จะทำให้ธุรกิจดูเป็นมืออาชีพ ลูกค้าเชื่อมั่นมากขึ้น และอาจช่วยเรื่องการเสียภาษีด้วย แต่ความจริงไม่ได้สวยงามเสมอไป
หลายคนรีบตัดสินใจเพราะเห็นเพื่อนหรือคู่แข่งจดบริษัทกันหมด โดยไม่ได้มองว่าธุรกิจของตัวเองพร้อมรับมือหรือยัง ผลลัพธ์คือจากที่ตั้งใจจะพัฒนาธุรกิจให้มั่นคง กลับต้องเจอกับภาระใหม่ๆ ทั้งค่าใช้จ่ายด้านบัญชี การจัดทำเอกสาร หรือข้อกฎหมายที่ไม่เคยคิดว่าจะซับซ้อนขนาดนี้ ยิ่งถ้ายอดขายยังไม่มั่นคง เงินที่ได้มาก็ต้องถูกแบ่งไปใช้กับระบบต่างๆ ที่บริษัทจำเป็นต้องมี
การจดบริษัทจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรทำตามกระแส แต่ควรเป็นการตัดสินใจที่ผ่านการคิดรอบด้าน เพราะถ้าก้าวเร็วเกินไป ปัญหาที่ตามมาอาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งธุรกิจแทนที่จะช่วยผลักดัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีอะไรบ้าง สามารถอธิบายได้ดังนี้
1. ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
หลายคนคิดว่าจดบริษัทแล้วจะช่วยให้เก็บภาษีถูกลง แต่สิ่งที่ลืมไปคือค่าใช้จ่ายแฝงที่มาพร้อมกับการเป็นนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี ค่าใช้จ่ายในการยื่นงบการเงิน หรือค่าใช้จ่ายด้านเอกสารที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยขายแบบบุคคลธรรมดา มีเพียงรายได้กับค่าใช้จ่ายจริงที่บันทึกง่ายๆ ก็กลายเป็นภาระบัญชีที่ต้องทำทุกเดือน หากรายได้ยังไม่มากพอ ค่าใช้จ่ายตรงนี้อาจกลายเป็นภาระที่หนักเกินไป
2. ระบบภาษีที่ซับซ้อนกว่าเดิม
ในฐานะบุคคลธรรมดา การเสียภาษีจะคำนวณจากรายได้สุทธิ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนได้ง่ายกว่า แต่เมื่อกลายเป็นบริษัท ต้องเจอกับภาษีหลายรูปแบบ ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ารายได้เกินเกณฑ์) รวมถึงเอกสารประกอบการยื่นที่ละเอียดกว่าเดิมหลายเท่า หากไม่มีความรู้หรือไม่มีที่ปรึกษาด้านบัญชีที่ดี การจัดการอาจผิดพลาดจนกลายเป็นปัญหาภาษีย้อนหลังได้
3. ความยุ่งยากด้านเอกสารและกฎหมาย
เมื่อจดบริษัทแล้วสิ่งที่ตามมาคือความเข้มงวดเรื่องเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นสัญญา ใบกำกับภาษี หรือการจัดเก็บข้อมูลที่ต้องรอบคอบ ทุกการเคลื่อนไหวทางการเงินจำเป็นต้องมีหลักฐานรองรับ เพราะกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบได้เสมอ พ่อค้าแม่ค้าหลายคนที่คุ้นเคยกับการขายแบบง่ายๆ จึงตกใจเมื่อเจอขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้น ต้องเสียเวลามากขึ้นกับเอกสารมากกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก
4. ภาระการบริหารที่ไม่คาดคิด
การเป็นบริษัทไม่ได้มีแค่เรื่องภาษีและบัญชี แต่ยังหมายถึงต้องมีผู้ถือหุ้น กรรมการ การประชุม และการจัดเก็บเอกสารการบริหารต่างๆ พ่อค้าแม่ค้าที่เคยทำงานคนเดียวอาจรู้สึกว่าต้องแบกความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นหลายด้าน การทำงานไม่คล่องตัวเหมือนเดิม บางครั้งยังเกิดความขัดแย้งระหว่างหุ้นส่วน หากไม่ได้วางแผนชัดเจนตั้งแต่แรก
5. กระแสเงินสดตึงตัว
พ่อค้าแม่ค้าหลายคนคิดว่าจดบริษัทแล้วจะช่วยให้ธุรกิจโตเร็วขึ้น แต่กลับไม่ทันคิดถึงการจัดการ “กระแสเงินสด” รายได้ที่เข้าบริษัทไม่ใช่ว่าจะถอนมาใช้ส่วนตัวได้ตามใจ เพราะต้องผ่านขั้นตอนการทำบัญชี การปันผล หรือการเบิกจ่ายตามระเบียบของนิติบุคคล สิ่งนี้ทำให้เจ้าของธุรกิจบางคนรู้สึกอึดอัด เพราะเงินที่เคยหยิบมาใช้ได้ทันที กลายเป็นต้องผ่านขั้นตอนที่ชัดเจนมากขึ้น
สรุป การจดบริษัทมี ข้อดีที่ชัดเจน ในแง่ของภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะจดบริษัทเมื่อธุรกิจเติบโต แต่กุญแจสำคัญคือ "ความพร้อมในการบริหารจัดการ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านบัญชีและกฎหมาย
หากผู้ประกอบการรีบตัดสินใจโดยที่ ระบบบัญชีและการเงินยังไม่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ และยังขาดความรู้ความเข้าใจในภาระที่เพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นปัญหาที่หนักกว่าเดิม ทั้งเรื่องภาษีย้อนหลัง ค่าใช้จ่ายที่ควบคุมไม่ได้ และความยุ่งยากด้านเอกสาร
ทางออกที่ดีที่สุด: มีมืออาชีพดูแลตั้งแต่เริ่มต้น
การก้าวเข้าสู่การเป็น นิติบุคคล ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องน่ากลัว หากคุณมี ที่ปรึกษาด้านบัญชีและการเงินที่เหมาะสม คอยดูแลและให้คำแนะนำ เพราะมืออาชีพจะช่วยให้คุณ..
- จัดวางระบบที่ถูกต้อง: ตั้งแต่การวางแผนภาษี การจัดทำเอกสาร ใบกำกับภาษี และการบันทึกบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานที่สรรพากรกำหนด
- จัดการภาระที่ซับซ้อน: ดูแลเรื่องการยื่นภาษีหลายรูปแบบ (นิติบุคคล, VAT, หัก ณ ที่จ่าย) และการจัดทำงบการเงินที่ละเอียดอ่อนอย่างถูกต้อง
- ให้คำปรึกษาด้านกระแสเงินสด: ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถแยกแยะการเงินส่วนตัวและบริษัทได้อย่างชัดเจน เพื่อการบริหารสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพ
สุดท้ายนี้ แทนที่จะรอจนธุรกิจ "แข็งแรง" แล้วค่อยจดบริษัท สิ่งที่ควรทำคือ จดบริษัทเมื่อ "พร้อมด้วยทีมงานหรือที่ปรึกษา" การมี สำนักงานบัญชี ที่มีความเชี่ยวชาญดูแลตั้งแต่แรก จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลเป็นไปอย่างราบรื่น ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถใช้ประโยชน์จากการประหยัดภาษีได้อย่างเต็มที่
ท้ายที่สุดแล้ว การทำธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจดบริษัทเร็วหรือช้า แต่อยู่ที่การเตรียมพร้อมและมีผู้เชี่ยวชาญช่วยบริหารจัดการความซับซ้อนอย่างรอบคอบต่างหาก
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting





