background-default

วันพุธ ที่ 21 มกราคม 2569

Login
Login

‘แบงก์’ เร่งทำแผนรับวิกฤตใหม่ ยก ‘น้ำท่วมภัยพิบัติ’ เป็นความเสี่ยงต่อ ‘ระบบธนาคาร’ ปีหน้า

‘แบงก์’ เร่งทำแผนรับวิกฤตใหม่ ยก ‘น้ำท่วมภัยพิบัติ’ เป็นความเสี่ยงต่อ ‘ระบบธนาคาร’ ปีหน้า

“กรุงไทย” ชี้ความเสี่ยงภัยพิบัติ “น้ำท่วม” ยกเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อ “ระบบธนาคาร” หลังภาพใหญ่กระทบเศรษฐกิจ ประชาชน สอดคล้อง ธปท. สั่งแบงก์ประเมินผลกระทบจากปัญหา การเปลี่ยนแปลงภูมิอาการ-น้ำท่วม ในแผนรับมือวิกฤติแบงก์ เพื่อรองรับความเสี่ยงในการดูแลลูกค้าทุกกลุ่ม ชี้เศรษฐกิจปีหน้าเหนื่อย ความเสี่ยงความท้าทายพุ่ง

ภาคการเงินไทย” กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความเสี่ยงจาก “ภัยพิบัติ” ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ความปกติรูปแบบใหม่” หรือ new norm ที่ทุกสถาบัน ทุกองค์กรต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ เช่น หาดใหญ่-สงขลา ที่สร้างเกิดความเสียหายทั้งต่อประชาชน ระบบการค้า และโครงสร้างพื้นฐานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เช่นเดียวกัน “ธนาคารพาณิชย์” หลายแห่งได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งสาขา พนักงาน และลูกค้าในพื้นที่ ดังนั้น ภาพภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำรอยบ่อยครั้งกำลังสะท้อน “ความรุนแรง” ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี นั่นหมายความว่า มาตรฐานการประเมินความเสี่ยงเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป 

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ ยังอยู่ในระหว่างการประเมินผลกระทบอย่างละเอียด ทั้งในด้านความเสียหายต่อชีวิตความเป็นอยู่ทรัพย์สินและระบบธุรกิจของลูกค้าในหลายพื้นที่

โดยเฉพาะในหาดใหญ่ที่บางจุดระดับน้ำสูงถึง 4 เมตร ขณะที่บางโซนแม้ไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบด้านกิจกรรมการค้า จึงต้องใช้เวลาในการประเมินผลกระทบเชิงลึกเพื่อสะท้อนความเสียหายจริง

ในมิติของระบบธนาคารพาณิชย์ผลกระทบค่อนข้างชัดเจน สาขาทุกแห่งในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม ที่กระทบต่อทั้งอาคาร ระบบอุปกรณ์ และความสามารถในการให้บริการลูกค้า

ดังนั้น ในด้านมาตรการช่วยเหลือ ขณะนี้ทุกสถาบันการเงินกำลังเร่งออกมาตรการเพิ่มเติม รวมถึงมาตรการพักชำระหนี้ต่างๆ ที่เป็นประเด็นที่กำลังหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อเนื่องโดยต้องอยู่ภายใต้กรอบที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้วางโครงสร้างไว้ และต้องดำเนินงานภายใต้กติกาของผู้กำกับดูแลอย่างเคร่งครัด

“มาตรการช่วยเหลือจากน้ำท่วมไม่ได้ทำให้ตัวเลขหนี้เสียลดลง เพราะเป็นเพียงมาตรการบรรเทา ไม่ใช่มาตรการปรับโครงสร้างหนี้หรือแก้ไขภาวะค้างชำระโดยตรง และคงไม่สามารถใช้ตัวเลขต่างๆประเมินได้ ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นมาแล้ว เพราะตัวเลขก็คือตัวเลข แต่สิ่งที่แบงก์ทำคือการเร่งช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน”

ทั้งนี้ สำหรับความรุนแรงของภัยพิบัติจาก Climate Change และผลกระทบจากน้ำท่วมมองว่าเป็น New Norm หรือปรากฏการณ์ปกติใหม่ที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น ทำให้ทั้งประเทศจำเป็นต้องสร้างมาตรฐานใหม่ในการประเมินความเสี่ยงประจำปี ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และระบบธนาคาร

โดยเฉพาะระบบธนาคารพาณิชย์ ที่วันนี้ ธปท.ได้กำหนดให้ต้องทำ Stress Test เกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Climate Change ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมด้วย เพื่อให้ธนาคารสามารถประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การประเมินแบบเชิงกว้างเหมือนในอดีต

สำหรับการประเมินความเสี่ยงในระยะข้างหน้า มองว่าปีหน้าเป็นปีที่ “เหนื่อย” และจะเผชิญความท้าทายค่อนข้างมาก บนการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน ศูนย์วิจัยต่าง ๆ และข้อมูลจริงของผู้ประกอบการโดยคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจหรือจีดีพีอยู่ที่ค่ากลางราว 1.5–1.8% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยมาก

ทั้งนี้ การประเมินจีดีพีเดิม ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งจากที่ธปท.คาดการณ์คาดว่าผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ได้เพิ่มแรงกดดันต่อจีดีพีราว 0.1-0.2% แม้ตัวเลขดังกล่าวไม่เปลี่ยนสมการภาพรวมมากนัก แต่สะท้อนว่าความท้าทายมีเพิ่มขึ้น ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 2%

ดังนั้น ภายใต้ความเสี่ยงความท้าทายมากขึ้น มองว่าสิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านสวัสดิการ ความสามารถในการแข่งขัน การระดมทรัพยากรเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางมีมากน้อยเพียงใด เหล่านี้เป็นโจทย์ที่ต้องเร่งทำและเร่งหาคำตอบ

“ปีหน้าธุรกิจแบงก์ ยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้า และดูแลคุณภาพสินทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งเน้นตามพลวัตของเศรษฐกิจที่เราคงไม่สวนกระแสน้ำ แม้ทุกคนอยากได้ตัวเลขการเติบโต แต่ต้องดูองค์ประกอบด้วย เช่น สภาพคล่องในระบบ ระดับหนี้สาธารณะอยู่ระดับน่ากังวล”