วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ดีลเขย่าวงการรองเท้ากีฬา ทำไม Skechers ยอมขายกิจการให้ 3G Capital?

ดีลเขย่าวงการรองเท้ากีฬา ทำไม Skechers ยอมขายกิจการให้ 3G Capital?

ในสงครามรองเท้ากีฬาที่ยังคุกรุ่น หนึ่งในแบรนด์ที่ที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงคือ “Skechers” รองเท้าสาย “สบาย” ที่เน้นจุดขายด้านการสวมใส่ที่ใครก็ล้มได้ยาก

แต่ล่าสุดแบรนด์ Skechers (สเก็ตเชอร์ส) จากสหรัฐอเมริกาที่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1992 กลับตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดด้วยมูลค่า 9,420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.4 แสนล้านบาท ให้แก่บริษัทการลงทุนระดับโลก 3G Capital ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ดีลที่ช็อกวงการแต่เป็นหนึ่งในดีลที่ใหญ่ที่สุดของวงการด้วย

ทั้งๆ ที่ สเก็ตเชอร์ส สามารถจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างสบายๆ อะไรคือ สาเหตุที่ทำให้เจ้าของหุ้นใหญ่อย่าง โรเบิร์ต และไมเคิล กรีนเบิร์ก ซึ่งเป็นพ่อลูกตัดสินใจที่จะเลือกเดินในหมากตานี้

และอะไรที่รอแบรนด์รองเท้าขวัญใจคนรักความสบายแบรนด์นี้ในอนาคต?

 

ดีลช็อกวงการ

ข่าวการเปลี่ยนแปลงมือ เจ้าของกิจการ Skechers เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เมื่อบริษัท 3G Capital ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนระดับโลกได้ตกลงที่จะซื้อกิจการแบรนด์รองเท้าในมูลค่า 9,420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตามข้อตกลงซึ่งครอบครัวกรีนเบิร์ก ตัดสินใจขายหุ้นสาธารณะที่มีทั้งหมด 18 ล้านหุ้นซึ่งคิดเป็นจำนวน 12 เปอร์เซ็นต์ของบริษัท ในจำนวนหุ้นละ 57 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดพร้อมกับหุ้นจำนวน 1 หุ้นในบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นแห่งใหม่ ก่อนที่ 3G ได้ประกาศคำเสนอซื้อหุ้นให้แก่ครอบครัวกรีนเบิร์ก และผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ เพื่อที่จะขายหุ้นทั้งหมดในราคาหุ้นละ 63 ดอลลาร์สหรัฐด้วย ที่นำสู่การปิดดีล

นั่นทำให้ Skechers เตรียมจะเปลี่ยนจากการเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) กลับมาเป็นบริษัทเอกชนอีกครั้งเมื่อกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นซึ่งคาดว่าจะเรียบร้อยภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ หลังจากที่อยู่ในตลาดอย่างนานตั้งแต่ปี 1999 หรือ 26 ปีด้วยกัน

เพียงแต่ส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่น่าสนใจคือ การที่ 3G Capital ซึ่งใช้เงินทุนของบริษัทร่วมกับการกู้เงินจาก ธนาคาร JP Morgan Chase เพื่อปิดดีลครั้งนี้ จะยังคงให้พ่อลูก โรเบิร์ต และไมเคิล กรีนเบิร์ก บริหารกิจการต่อไปตามเดิมในฐานะซีอีโอและประธานตามลำดับ

เหตุผลนั้นอาจเป็นเพราะ 3G Capital ไม่เคยมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่นมาก่อน โดยก่อนหน้านี้เคยลงทุนซื้อกิจการในอุตสาหกรรมอาหารด้วยการคว้าแบรนด์อย่าง Burger King และ Tim Hortons มาก่อน

ความรู้ และประสบการณ์ของโรเบิร์ต และไมเคิล กรีนเบิร์ก จึงยังมีความสำคัญมากกว่าที่จะตัดขาดกัน

 

จากของเลียนแบบสู่ของจริง

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ที่ Skechers เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ครอบครัวกรีนเบิร์กก็ต้องผ่านการเดินทางมาอย่างยาวไกล

ก้าวแรกของการเดินทางเกิดจากความปรารถนาของ โรเบิร์ต กรีนเบิร์ก ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ ร่ำรวย และเป็นเศรษฐีในแบบเดียวกับที่ผู้คนปรารถนา และความปรารถนานั้นได้นำพาให้เขาเดินทางผ่านเรื่องราวมากมาย

ตั้งแต่การเป็นช่างทำผมอยู่ในเมืองบรู๊คไลน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ไปจนถึงการเปิดร้านทำผมของตัวเองในปี 1962 ต่อด้วยการทำวิกผมขาย และขายนาฬิกาโบราณที่ไปตามหาของไกลถึงเกาหลีใต้ รวมถึงของอื่นๆ เช่น กางเกงยีนส์, รองเท้าโรลเลอร์สเก็ต, เชือกรองเท้าธีม “E.T.” (ภาพยนตร์ดังในอดีต) และแหนบ! ให้แก่บรรดานักสะสมของเก่า

อย่างไรก็ดีธุรกิจที่เปลี่ยนชีวิตของโรเบิร์ต กรีนเบิร์ก คือ การเริ่มต้นทำบริษัทรองเท้า L.A. Gear ซึ่งใช้วิธีการลอกเลียนแบบรองเท้าแบรนด์ Reebok ซึ่งเป็นรองเท้ากีฬาที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกาในช่วงยุคปี 1980

ถึงแม้จะเป็นของเลียนแบบ (Copycat) แต่ยอดขายของ L.A. Gear กลับขายได้ดี โดยมีช่วงที่ยอดขายทะยานไกลถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1990 เพียงแต่สุดท้ายในปีถัดมาทุกอย่างก็ล่มสลาย และต้องขายกิจการของตัวเองออกมา

แต่แทนที่จะยอมแพ้โรเบิร์ต รวมถึงลูกชายไมเคิล ที่ขึ้นมาช่วยพ่อในเวลานั้นได้ก่อตั้ง Skechers ขึ้นมา ซึ่งเริ่มจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้าให้แก่แบรนด์ Dr. Martens ก่อนจะเริ่มนำเข้ารองเท้าจากเอเชีย ซึ่งลอกเลียนแบบสไตล์รองเท้าที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกามาตีแบรนด์ของตัวเอง และจำหน่ายในสนนราคาที่ถูกกว่ามาก

กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ยอดขายของ Skechers สวยงาม ก่อนจะได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในปี 1999 และกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์รองเท้ากีฬาที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยที่ยอดขายล่าสุดใน 4 เดือนแรกของปี 2025 ยังโตขึ้นอีก 7 เปอร์เซ็นต์ด้วย ดีขนาดนี้แล้วทำไมถึงต้องขายหุ้น?

พิษสงครามการค้า บาดแผลรุนแรงเกินรับไหว

นักวิเคราะห์มอง สาเหตุการขายหุ้น Skechers ว่าไม่มีเหตุผลอื่นนอกเหนือจากมาตรการทางการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อแบรนด์กีฬาทุกแบรนด์อย่างรุนแรง

สำหรับ Skechers ถึงแม้ว่ายอดขายยังคงเติบโตอย่างมาก และตลาดใหญ่ของแบรนด์อยู่นอกสหรัฐอเมริกา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 2 ต่อ 3 และตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ในเอเชีย แต่ข่าวเรื่องของ “ภาษีทรัมป์” ส่งผลทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทตกลงมาอย่างรุนแรงถึง 40 เปอร์เซ็นต์จากช่วงพีกในเดือนมกราคม

ความผันผวนในช่วงสงครามการค้าทำให้ Skechers มองว่าการเปลี่ยนสถานะกลับมาเป็นบริษัทเอกชนอาจจะเป็นผลดีมากกว่าการมีสถานะเป็นบริษัทมหาชน อีกทั้งการที่ฐานตลาดใหญ่ของแบรนด์อยู่นอกสหรัฐอเมริกา โดยอยู่ในเอเชีย-แปซิฟิก (2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ), ตะวันออกกลาง (2.2 พันล้านดอลลาร์) และในจีน (1.2 พันล้านดอลลาร์) ทำให้ยังน่าสนใจสำหรับนักลงทุน

“สำหรับบริษัทอย่าง Skechers ที่ทำธุรกิจส่วนใหญ่นอกสหรัฐ เราสามารถมองว่าพวกเขาแข็งแกร่ง เพราะวางตำแหน่งไว้ที่อื่น และสามารถกระจายสินค้าในร้านค้าที่อื่นได้” เจสซิกา รามิเรซ ผู้ร่วมก่อตั้ง และเอ็มดีแห่ง The Consumer Collective กล่าว “ถ้าขึ้นราคาในสหรัฐ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องขึ้นในยุโรป หรือในเอเชีย เพราะมีความคล่องตัวในการรับมือกับเรื่องภาษีการค้าสูงกว่า”

Skechers ยังก้าวได้อีกไกล

ขณะที่เหตุผลของ 3G Capital ในการกระโดดข้ามอุตสาหกรรมมา ซื้อหุ้นSkechers ในครั้งนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนมากกว่าการมองเห็นศักยภาพของแบรนด์

 โดยแม้ว่าจะเริ่มจากการจำหน่ายรองเท้าของเลียนแบบ แต่ Skechers ได้เติบโต และค้นพบจุดขายสำคัญในเรื่องของการเป็นรองเท้ากีฬาที่สวมใส่สบาย เหมาะสำหรับผู้ที่มองหารองเท้าที่สวมใส่ได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือการเดินในชีวิตประจำวัน

จุดยืนนี้แข็งแกร่ง และทำให้แบรนด์สามารถต่อยอดได้อีกมาก โดยในปัจจุบัน Skechers ไม่ได้มีเพียงแค่รองเท้ากีฬา แต่ยังมีเสื้อผ้า (Apparels) และสินค้าไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ยังมีการ

พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ผ่านการใช้กลยุทธ์การทำสินค้าคอลเลกชันพิเศษ เช่น อนิเมะ One Piece หรือ Jujutsu Kaisen

Skechers ยังได้เริ่มเจาะตลาดรองเท้ากีฬาจริงจังมากขึ้นด้วยไม่ว่าจะเป็นรองเท้าบาสเกตบอล และรองเท้าฟุตบอล โดยเฉพาะในประเภทหลังที่ทุ่มเงินมหาศาลในการดึงพรีเซนเตอร์ที่เป็นนักฟุตบอลระดับโลกอย่าง แฮร์รี เคน มาเป็น “Face” ของแบรนด์

ศักยภาพของแบรนด์ที่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อีกไกลทำให้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ 3G Capital ตัดสินใจซื้อกิจการในครั้งนี้ เพียงแต่นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทการลงทุนจากประเทศบราซิล อาจจะตัดสินใจนำ Skechers กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอีกครั้งในอนาคตเมื่อสถานการณ์เรื่องสงครามการค้าสงบนิ่งมากพอ

เพียงแต่ในระยะสั้นแล้ว Skechers จะก้าวเดินต่อไป แม้จะมีเรื่องที่ต้องจับตากลยุทธ์ในการบริหารของบริษัทในเครือของ 3G Capital ที่มักจะใช้วิธีการลดต้นทุน แต่เป็นสิ่งที่ต้องให้เวลาพิสูจน์ต่อไป

 

ทั้งหมดเพื่อครอบครัว

ตามรายงานจาก Forbes ข้อตกลงระหว่าง Skechers กับ 3G Capital จะทำให้ครอบครัวกรีนเบิร์กมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอีกมหาศาลถึงกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยกัน

โดยเงินจำนวนนี้มาจากการขายหุ้น 18 ล้านหุ้นของพวกเขาในราคาหุ้นละ 57 ดอลลาร์เป็นเงินสดราว 1 พันล้านดอลลาร์ และอีก 100 ล้านดอลลาร์จากการถือหุ้นในบริษัทที่จะตั้งขึ้นใหม่

เงินจำนวนนี้จะถูกแบ่งอย่างเท่าเทียมกันในครบครัวกรีนเบิร์ก ซึ่งประกอบไปด้วยโรเบิร์ต ในฐานะพ่อและผู้ก่อตั้ง, ไมเคิล ในฐานะประธานบริษัท และลูกๆ ของโรเบิร์ตอีก 5 คน ได้แก่ เจนนิเฟอร์ กรีนเบิร์ก เมสเซอร์, สกอตต์ บรู๊ซ กรีนเบิร์ก, เจฟฟรีย์ อลัน กรีนเบิร์ก, เจสัน แอรอน กรีนเบิร์ก และโจชัว อดัม กรีนเบิร์ก

ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นผู้รับผลประโยชน์ในทรัสต์ที่มีหุ้น Skechers ของครอบครัวรวมอยู่ด้วย อีกทั้ง โจชัว และเจสัน ก็เป็นผู้บริหารระดับสูงของ Skechers ด้วย

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ สำหรับโรเบิร์ต กรีนเบิร์กในวัย 85 ปี อาจถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการปล่อยมือจากการทำธุรกิจที่เริ่มต้นมายาวนานโดยที่สมาชิกในครอบครัวต่างได้รับผลประโยชน์จากดีลนี้อย่างเต็มที่ โดยที่ยังได้สนุก และท้าทายกับการบริหารแบรนด์ต่อไปในบทบาทซีอีโอตามเดิม

สำหรับพ่อทุกคน ไม่มีอะไรที่ดีกว่าเห็นอนาคตที่มั่นคง และมั่งคั่งของลูกๆ ที่จะใช้ชีวิตได้อย่างดีในวันข้างหน้าด้วยทุกสิ่งที่พ่อได้ทำไว้ให้เป็นก้าวสุดท้ายของความสบายใจที่มาจากความสบายเท้าอย่างแท้จริง

 

 

อ้างอิง

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์