วันพุธ ที่ 22 เมษายน 2569

Login
Login

2024 ปีทองของ ‘ทองคำ’ ขาขึ้นมากที่สุดในรอบ 14 ปี

2024 ปีทองของ ‘ทองคำ’ ขาขึ้นมากที่สุดในรอบ 14 ปี

2024 คือปีทองของ ‘ทองคำ’ ที่ทำราคาขาขึ้นมากที่สุดในรอบ 14 ปี บวกขึ้นกว่า 700 ดอลลาร์ ไปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 2,800 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนปีหน้า 2025 คาดราคาทองยังเป็นขาขึ้นต่อ แต่จะไม่ร้อนแรงเท่าปีนี้

แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะดูเป็นพระเอกของการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการได้โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ แต่หากมองภาพรวมตลอดทั้งปี 2567 จะพบว่า สินทรัพย์ที่หล่อเลี้ยงความมั่งคั่งมาตลอดตั้งแต่ต้นปีและโดดเด่นมากที่สุดตัวหนึ่งก็คือ “ทองคำ” ที่ทุบสถิติใหม่ไปหลายต่อหลายครั้งในปีนี้

ราคาทองสปอต (Spot Gold) เริ่มต้นปี 2567 ที่ระดับราคาประมาณ 2,062 ดอลลาร์ และค่อยๆ พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยทุบสถิติใหม่ของเดือนธ.ค. ปีที่แล้วที่ 2,135.39 ดอลลาร์/ออนซ์ มาได้ตั้งแต่เดือนมี.ค. เป็นต้นมา จนขึ้นไปทำนิวไฮใหม่เหนือ 2,800 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้ในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา

หากนับตั้งแต่ต้นปีนี้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปแล้วมากกว่า 700 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 27% ซึ่งเป็นการปรับราคาขึ้นรายปีที่ดีที่สุดในรอบ 14 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา

วอลสตรีทเจอร์นัลระบุว่าในปี 2567 นี้ ราคาทองทำสถิติสูงสุดตลอดกาลหรือ All-time high รอบใหม่ไปแล้วมากกว่า 40 ครั้ง โดยสถิติที่สูงที่สุดก็คือ 2,826.30 ดอลลาร์/ออนซ์ เมื่อปลายเดือนต.ค.

ในขณะที่อุปสงค์ความต้องการทองคำทั่วโลกยังพุ่งทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไปเมื่อไตรมาส 3 ก่อนที่ความร้อนแรงของทองคำจะชะลอตัวลงและเจอแรงเทขายหนักในช่วงเดือนพ.ย. เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นและคริปโทเคอร์เรนซีแทน

2024 ปีทองของ ‘ทองคำ’ ขาขึ้นมากที่สุดในรอบ 14 ปี

แบงก์ชาติทั่วโลกหนุนทองคำพุ่งแรง

อานิสงส์ที่ดันให้ราคาทองคำปรับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดที่สุดในปีนี้คือ แรงซื้อ “ทองคำสำรอง” เก็บเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก นำโดย “ธนาคารกลางจีน” (PBOC) ที่ทำสถิติตะลุยซื้อทองคำสำรองติดต่อกันทุกเดือนนานถึง 18 เดือนจนถึงเมษายนปีนี้ เฉพาะช่วง 2 เดือนแรกของปีแบงก์ชาติจีนก็ลุยซื้อทองไปแล้วถึง 22 ตัน โดยเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจาก “ดอลลาร์สหรัฐ”

ทว่านอกจากฝั่งภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนจีนเองก็ยังผลักดันการซื้อทองครั้งใหญ่เช่นกัน เนื่องจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในจีนที่รุมเร้ารอบด้าน วิกฤติอสังหาริมทรัพย์ยังทรุดหนัก ตลาดหุ้นก็ซึมยาวมูลค่าตลาดหายไปเกือบ 5 ล้านล้านดอลลาร์ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนจีนหันไปหาสินทรัพย์อย่างทองคำที่ราคาขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยป้องกันความเสี่ยง จนอุปสงค์ทองคำในจีนแบบ Wholesale ในเดือนมกราคมพุ่งขึ้นสูงสุดทุบสถิติใหม่ที่ 271 ตัน

2024 ปีทองของ ‘ทองคำ’ ขาขึ้นมากที่สุดในรอบ 14 ปี

นอกจากจีนแล้ว ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าซื้อทองคำสำรองทำสถิติใหม่กันอีกหลายประเทศ แล้วแม้ว่ากระแสตุนทองคำสำรองจะเริ่มแผ่วลงในช่วงกลางปีเพราะราคาที่พุ่งขึ้นไปแรงมาก แต่ทิศทางของแบงก์ชาติทั่วโลกกลายแห่งยังคงซื้อมากกว่าขาย

แรงซื้อทองอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นจนถึงช่วงไตรมาส 3 เมื่อสภาทองคำโลก (WGC) เปิดเผยว่าความต้องการทองคำทั่วโลกในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% ขึ้นไปทำสถิติใหม่ทะลุระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โดยเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 1,313 ตัน หลังได้การลงทุนเพิ่มขึ้นจากฝั่งตะวันตก ซึ่งรวมถึงการลงทุนรายบุคคลของ “กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง” (HNW) เข้ามาช่วยชดเชยแทนแรงซื้อที่ลดลงจากฝั่งเอเชีย ในขณะที่แรงซื้อของบรรดากองทุน ETF ทองคำ ก็พลิกกลับมาเป็นซื้อสุทธิในไตรมาสนี้ หลังจากที่มีกระแสเงินไหลออกเป็นเวลานาน

2025 ทองยังขาขึ้น แต่จะโตน้อยกว่าปีนี้

สภาทองคำโลกคาดการณ์ใน รายงานแนวโน้มทองคำปี 2025 ว่า หากเศรษฐกิจเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ราคาทองคำน่าจะยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ แต่จะเป็นการขึ้นในอัตราที่น้อยลงกว่าปีนี้

ราคาทองคำมีศักยภาพที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น หากแรงซื้อทองคำสำรองแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ หรือหากมีสถานการณ์เลวร้ายในตลาดการเงินจนดันให้แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การกลับทิศของวัฎจักรการลดดอกเบี้ยอาจเป็ความท้าทาย

ตลาดคาดการณ์ว่าปีหน้า 2568 เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยสหรัฐลงประมาณ 1 จุดเปอร์เซนต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนราคาทองคำต่อ แต่รายงานของ WGC นี้ออกมาก่อนการประชุมเฟดครั้งสุดท้ายของปี ซึ่งในรายงานคาดการณ์ดอกเบี้ยของเฟด หรือ Dot Plot ลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยปีหน้าเหลือแค่ประมาณ 2 ครั้ง หรือราว 0.5% ทำให้แนวโน้มี้อาจมีผลใน “เชิงลบ” ต่อราคาทองกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

ว่าที่ผู้นำสหรัฐคนใหม่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อราคาทองในปีหน้า ท่ามกลางคำถามว่านโยบายของเขาจะส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ขนาดและขอบเขตของการผ่อนคลายนโยบายการเงินลดลง และเป็นปัจจัยลบต่อราคาทอง

ธนาคารกลาง ยังคงเป็นปัจจัยหลักในปีหน้า แม้ว่าแรงซื้อทองของแบงก์ชาติทั่วโลก ณ สิ้นปี 2567 มีแนวโน้มจะต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้ในปีนี้ แต่ก็ยังถือว่าเป็นระดับที่แข็งแกร่ง และในปีหน้า หากมีอุปสงค์จากแบงก์ชาติโลกเกิน 500 เมตริกตัน ซึ่งเป็นแนวโน้มระยะยาวโดยประมาณ ก็จะถือว่าเป็นระดับที่ส่งผลดีต่อราคาทอง

“ราคาทองคำขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสำคัญ 4 ประการของทองคำ ได้แก่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยง ต้นทุนโอกาส และโมเมนตัม” รายงานระบุ

ทั้งนี้ บรรดาธนาคารพาณิชย์และธนาคารเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่หลายแห่ง ยังคงเป้าหมายราคาทองของปีหน้าเอาไว้เท่าเดิม ยังไม่มีการปรับลดเป้าหมายราคาลงมา โดยส่วนใหญ่มองว่าราคาทองคำจะเป็นขาขึ้นวิ่งยาวถึงปีหน้า 2025 ซึ่งให้กรอบที่ประมาณ 2,700 - 3,000 ดอลลาร์/ออนซ์ จากปัจจัยที่ธนาคารกลางต่างๆ จะเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมและจากการที่กองทุน ETF ทองคำเริ่มฟื้นตัวมีทุนไหลเข้าอย่างแข็งแกร่ง