วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

วิกฤติเพดานหนี้สหรัฐ เมื่อโลกคิดว่าคุณก่อหนี้ได้ไม่จำกัด

วิกฤติเพดานหนี้สหรัฐ เมื่อโลกคิดว่าคุณก่อหนี้ได้ไม่จำกัด

ปี 2023 เป็นอีกปีที่สหรัฐมีปัญหากับวิกฤติเพดานหนี้ และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2011 และปี 2013 แต่ยังเทียบไม่ได้กับวิกฤติหนี้ หากแก้ไขไม่ได้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกทั้งหมด จนขนาดทำให้ทั้งโลกล้มเป็นโดมิโนได้

ปี 2023 เป็นอีกปีที่สหรัฐมีปัญหากับวิกฤติเพดานหนี้ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2011 และในปี 2013 บางครั้งวิกฤตินี้ทำให้รัฐบาลไม่มีงบประมาณเฉพาะหน้า ทำให้ต้องปิดทำการหน่วยงานของรัฐ สร้างความเสียหายมหาศาลต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งนั่นยังเทียบไม่ได้กับวิกฤติหนี้ หากแก้ไขไม่ได้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกทั้งหมด จนขนาดทำให้ทั้งโลกล้มเป็นโดมิโนได้ แต่วิกฤติเพดานหนี้คืออะไร?

 

 

มีความเข้าใจว่าสหรัฐ สามารถกู้เงินได้ไม่อั้นโดยการปล่อยพันธบัตรออกมาได้ตามที่ต้องการ และยังสามารถพิมพ์ธนบัตรได้ตามที่ต้องการ เพราะมีความน่าเชื่อถือสูงในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก แต่เรื่องนี้เป็นความจริงแค่บางส่วน เพราะการก่อหนี้ของสหรัฐ จะต้องผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายการเมืองด้วย และการเมืองสหรัฐ มีฝ่ายที่แตกต่างกันสุดขั้วอยู่ 2 ฝ่าย คือ พรรครีพับลิกัน และพรรคเดโมแครต

 

ความแตกต่างที่ชัดที่สุดอยู่ตรงนี้

  • พรรครีพับลิกัน มีแนวคิดทุนนิยมเสรี ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างอิสระโดยรัฐแทรกแซงน้อยที่สุด รวมถึงวิถีชีวิตของประชาชน ดังนั้นพรรคนี้จึงคัดค้านนโยบายสวัสดิการของรัฐ
  • พรรคเดโมแครต มีแนวคิดว่ารัฐควรจะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในด้านสวัสดิการ นั่นคือ สนับสนุนบทบาทของรัฐในชีวิตของประชาชน

 

ความแตกต่างอีกเรื่องก็คือ รีพับลิกันสนับสนุนการใช้งบประมาณมากๆ ในด้านความมั่นคงการทหาร แต่ต้องการให้ลดภาษีนายทุน และภาคธุรกิจ เพราะเชื่อว่าภาคธุรกิจจะช่วยทำให้เกิดการจ้างงาน ส่วนเดโมแครตเชื่อว่าควรใช้งบประมาณมากๆ เพื่อบริหารประเทศในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ลดงบประมาณด้านความมั่นคง และเก็บภาษีนายทุน และภาคธุรกิจ มากๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

 

ความแตกต่างนี้ทำให้เวลามีการพิจารณางบประมาณของรัฐบาลที่มาจากแนวคิดที่ตรงกันข้ามแบบสุดขั้วของทั้งสองพรรค มักจะทำให้การผ่านงบประมาณไม่สำเร็จ เพราะในบางนโยบายต้องใช้งบประมาณมากๆ ในการดำเนินการ และต้องเพิ่ม 'เพดานหนี้' หรือขอรัฐสภาให้อนุมัติอำนาจรัฐบาลในการกู้หนี้ (ผ่านทางพันธบัตร) มากขึ้น ซึ่งในบรรดาประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่นั้นไม่มีเพดานหนี้ สหรัฐเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีข้อจำกัดนี้ (นั้นหมายความว่าความเชื่อที่ว่าสหรัฐปล่อยพันธบัตร และเงินดอลลาร์ออกมาตามใจชอบเท่าไรก็ได้นั้นไม่เป็นความจริง)

 

 

เพราะตามมาตรา 1 มาตรา 8 ข้อ 2 ของรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา มีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจในการกู้ยืมเงิน 'จากเครดิตของสหรัฐอเมริกา' และตามรัฐธรรมนูญนี้มีการออกกฎหมายพันธบัตรเสรีภาพฉบับที่สองของปี 1917 และเรียกอีกอย่างว่าวงเงินหนี้หรือวงเงินหนี้ตามกฎหมาย ที่กำหนดไว้ว่าจะต้องมีเพดานหนี้ (debt ceiling) คือ จำนวนเงินสูงสุดที่สหรัฐอเมริกาสามารถกู้ยืมสะสมโดยการออกพันธบัตร

 

หากระดับหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ พุ่งชนเพดาน กระทรวงการคลังจะต้องใช้มาตรการพิเศษอื่นๆ เพื่อชำระภาระผูกพัน และค่าใช้จ่ายของรัฐบาลจนกว่าเพดานจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นจะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ระหว่างนั้นรัฐบาลจะต้องต่อรองกับรัฐสภาเพื่อของเพิ่มเพดานหนี้ แต่เมื่อพรรครัฐบาลเสนอเพิ่มเพดานหนี้ พรรคฝ่ายค้านมักจะขวางการเพิ่มเพดานหนี้

 

เพราะระบบการถ่วงดุลทางการเมืองของสหรัฐมีประสิทธิภาพมากในทางการเมือง ทำให้หลายๆ ครั้งประธานาธิบดีกับเสียงส่วนใหญ่ในสภามาจากคนละพรรคกัน แต่คู่ตรงข้ามแบบนี้เริ่มส่งผลเสียทางการเงินการคลัง เพราะแนวทางสองพรรคต่างกันมากขึ้นทุกที เช่น ในปี 2011 และ 2013 สมัยที่บารัก โอบามา เป็นประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต เขาใช้นโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ใช้งบประมาณมหาศาล แต่พรรครีพับลิกันที่คุมคองเกรสจึงตั้งแง่ด้วยการไม่ยอมให้เพิ่มเพดานหนี้ จนกว่าเดโมแครตจะยอมถอยจากนโยบายประกันสุขภาพ แต่เดโมแครตก็ไม่ยอมเพราะจะทำให้เกิดความเสียหายทางการเมืองต่อพรรคตน

 

ที่จริงแล้ว ทั้ง 2 พรรคต่างก็ใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อดำเนินการทางการเมืองของตน เช่น การลดภาษีในสมัย ประธานาธิบดีบุช และทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันเพื่อเอื้อภาคธุรกิจ เรื่องนี้ทำให้รัฐเสียงบประมาณมหาศาล รวมถึงการก่อสงครามในอิรัก และอัฟกานิสถานของพรรครีพับลิกันก็ใช้งบประมาณมหาศาล ส่วนพรรคเดโมแครตใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการริเริ่มประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 ในสมัย โจ ไบเดน

 

ดังนั้น ตั้งแต่ปี 1939 ถึง 2018 กระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะควบคุมโดยพรรคไหนก็ตามต่างก็เพิ่มเพดานหนี้เรื่อย ๆ และได้เพิ่มเพดานหนี้ 98 ครั้งแล้ว แต่ลดเพดานหนี้ลงแค่ 5 ครั้ง และตั้งแต่ปี 2009 หนี้ของประเทศของอเมริกาเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า โดยการขาดดุลของรัฐบาลกลางต่อปีโดยเฉลี่ยเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2001 แต่ตราบใดที่สหรัฐมีความมั่นคงทางการเมือง นั่นคือ รัฐบาล และสภาคองเกรสร่วมใจกันเพิ่มเพดานหนี้ มันก็จะไม่มีปัญหาต่อประเทศ และต่อโลกเลย

 

แต่สถานการณ์มันไม่ใช่แบบนั้น นับวันสองพรรค และสองสถาบันการเงิน (รัฐบาลกับรัฐสภา) ยิ่งลงรอยกันยากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สหรัฐพบกับวิกฤติเพดานหนี้บ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ แต่ละครั้งก่อให้เกิดผลคล้ายๆ กัน เช่น ทำให้รัฐบาลผ่านงบประมาณ ไม่ได้จนต้องใช้วิธีปิดทำการหน่วยงานของรัฐบาลกลาง หรือ federal government shutdowns เมื่อหน่วยงานของรัฐปิดทำการ ประชาชนก็ลำบาก แทนที่ประชาชนจะต่อว่ารัฐบาล กลับทำให้เกิดเสียงต่อว่าพรรคที่ต่อต้านการผ่านงบประมาณว่าดึงดันเกินไป นี่คือ การเล่นการเมืองแบบหนึ่งโดยใช้ชีวิตของประชาชนเป็นตัวประกัน

 

วิกฤติเพดานหนี้กลับมาเล่นงานสหรัฐอีกครั้งในสมัยของ โจ ไบเดน โดยเริ่มในเดือนมกราคม 2023 โดยพรรครีพับลิกัน เสนอให้ลดการใช้จ่ายกลับไปที่ระดับปี 2022 เพื่อเป็นเงื่อนไข เบื้องต้นในการเพิ่มเพดานหนี้ โดยเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางเพื่อแลกกับการเพิ่มเพดานหนี้ รวมถึงการตัดเงินสวัสดิการสังคมหรือประกันสุขภาพถ้วนหน้า เช่น Medicare, Medicaid และ Social Security ซึ่งเป็นนโยบาย หลักของพรรคเดโมแครต

 

แต่เดโมแครตไม่ยอม เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ที่ใช้ เกี่ยวข้องกับแนวทางของพรรค ดังนั้นเราจะพบว่างบประมาณของรัฐบาลกลางมากกว่า 60% เป็นการใช้จ่ายภาคบังคับ สำหรับโครงการต่างๆ เช่น ประกันสังคม Medicare และ Medicaid และอีก 30% เป็นการใช้จ่ายตามดุลยพินิจ (ครึ่งหนึ่งเป็นการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ) ส่วนที่เหลืออีก 9% ไปชำระดอกเบี้ยหนี้ ดังนั้นรัฐบาลไบเดนจึงประกาศว่าการเพิ่มเพดานหนี้นั้นไม่สามารถเจรจาต่อรองได้ และสภาคองเกรส มีหน้าที่ต้องเพิ่มเพดานหนี้

 

นี่เองคือ ตัวการของปัญหา เพราะทั้งสองพรรคซ่อนวาระทางการเมืองเอาไว้ในการเพิ่มงบประมาณ ทำให้ต่างก็ตกลงกันไม่ได้เป็นเวลานานหลายเดือน ซึ่งหากรัฐบาลไม่มีเงินทุน กระทรวงการคลังจะต้องผิดนัดชำระเงินให้กับผู้ถือหุ้นกู้ หรือ default หรือไม่ก็ต้องลดการจ่ายเงินที่เป็นหนี้บริษัท และบุคคลต่างๆ ทันทีที่ได้รับคำสั่งคาดว่าทั้งสองสถานการณ์จะส่งผลให้เกิดการล่มสลายของเศรษฐกิจโลก ในแง่นี้ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติที่การเมืองสหรัฐ ก่อขึ้น

 

สถานการณ์สมมติว่าถ้าสหรัฐตกลงเพดานหนี้ไม่ได้แล้วเกิด default จะเกิดอะไรขึ้นนี่คือ การวิเคราะห์ของ Moody’s Analytics ที่วิเคราะห์ว่าถ้าสหรัฐไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ในระยะเวลา 4 เดือน จะเกิดสิ่งนี้

  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐจะหายไปประมาณ 4%
  • มูลค่าของราคาหุ้นลดลงหนึ่งในสาม
  • ส่งผลให้บริษัทต่างๆ เลิกจ้างงานเกือบ 6 ล้าน ตำแหน่ง
  • อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยคล้ายกับ Great Recession

 

ภาวะถดถอยครั้งใหญ่ (Great Recession) เกิดขึ้นในปี 2008 - 2009 เป็นภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ำที่เลวร้ายที่สุดในสหรัฐ นับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในทศวรรษที่ 1920

 

ผลิตภัณฑ์ในประเทศลดลง 4.3% อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสองเท่ามากกว่า 10% ราคาบ้านลดลงประมาณ 30% และ ณ จุดที่แย่ที่สุด ตลาดหุ้น S&P 500 ลดลง 57% จากระดับสูงสุด

 

ในขณะเดียวกัน ถ้ารัฐบาลกลางไม่สามารถออกหุ้นกู้ใหม่ได้หรือก่อหนี้ได้ รัฐบาลก็จะต้องรักษาสมดุลของงบประมาณ โดยกำหนดการลดงบประมาณ ซึ่งโดยรวมแล้วจะเท่ากับ 5% ของขนาดเศรษฐกิจของประเทศ ในแง่นี้สหรัฐจะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่การเมืองของตัวเองได้ก่อขึ้นมา แต่ทั่วโลกก็จะได้รับผลกระทบอยู่ดี

 

ที่ผ่านมายังไม่ถึงขั้นเกิดการผิดนัดชำระหนี้ หรือ default เพราะสองพรรคมักตกลงกันได้แบบฉิวเฉียด แต่มันได้สร้างผลเสียประเภท 'ภาพจำ' ต่อตลาดโลกไว้แล้ว เพราะนักการเมืองเอง สหรัฐไม่เพียงแค่ใช้ชีวิตประชาชนเป็นตัวประกันในการผ่านงบประมาณ แต่ยังใช้ชีวิตของนักลงทุนทั่วโลกที่เชื่อมั่นกับตราสารหนี้ และเงินดอลลาร์เป็นตัวประกันด้วย

 

ดังนั้น ต่อให้ผ่านหรือไม่ผ่านเพดานหนี้ หากสหรัฐยังแตกแยกแบบนี้มันจะส่งผลร้ายแรงแน่นอน และด้วยความที่ ความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐจะหนักขึ้นทุกที ทำให้โอกาสที่วิกฤติเพดานหนี้จะเกิดขึ้นอีก (แม้ว่าครั้งนี้จะแก้ไขสำเร็จ) มีสูงมาก จนทำให้ความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของสหรัฐตกอยู่ในความเสี่ยง สถาบันจัดอันดับเครดิตบางแห่งถึงขนาดพิจารณาที่จะปรับลดความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของสหรัฐจากอันดับสูงสุดลงมาด้วยซ้ำ

 

ตัวอย่างเช่น Fitch Ratings ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ระยะยาวของสหรัฐจาก AAA เป็น AA+ ในเดือนสิงหาคม 2023 โดย Fitch Ratings กล่าวว่า หนี้ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น และโอกาสที่สหรัฐจะมีการถดถอยทางการเงินเพิ่มเติมในอีกสามปีข้างหน้า เป็นเหตุผลหนึ่งของการปรับลดความน่าเชื่อถือ

 

อันที่จริงแล้ว การเพิ่มเพดานหนี้โดยตัวมันเอง ยังไม่ถึงกับต้องมาพูดกันเรื่องความขัดแย้งเรื่องขึ้นหรือไม่ขึ้นก็มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศในตลาดโลกไปแล้ว มันจึงอาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นหรือไม่ ขณะเดียวกันก็ทำให้ต้นทุนหนี้สินโดยรวมเพิ่มขึ้น หมายความว่ายิ่งหนี้มากความน่าเชื่อยิ่งลดลง

 

ทั้งหมดนี้ หมายความว่าพันธบัตรสหรัฐมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือแล้ว สถานะเงินดอลลาร์ถูกตั้งคำถามแล้ว และโลกอาจหันไปลงทุนอย่างอื่นมากขึ้น ที่ปลอดภัยจากความไม่แน่นอนของการเมืองสหรัฐ เพราะถึงแม้ว่าสหรัฐอาจจะยังเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับที่ 1 ของโลก แต่เศรษฐกิจของสหรัฐไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิมแล้ว ส่วนสถานะมหาอำนาจการเมืองอันดับ 1 ของโลกก็ยังไม่มั่นคง เพราะถูกท้าทายจากมหาอำนาจใหม่ๆ เช่น จีน และรัสเซีย รวมถึงการเมืองในสหรัฐ ยังเกิดความแตกแยกที่รุนแรงมากจนลงรอยกันได้ยาก สิ่งที่เห็นอยู่ชัดๆ คือ ความขัดแย้งเรื่องเพดานหนี้นั่นเอง

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์