ทุกวันนี้ เราได้เห็นสัญญาณชัดเจนว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงอุทกภัยไม่ได้เป็นเหตุการณ์ผิดปกติอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ที่ทุกประเทศไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปี 2568 นี้กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องหันกลับมาทบทวนความพร้อมด้านการบริหารจัดการอุทกภัยอย่างจริงจัง เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมตลอดช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายนมีความรุนแรงผิดปกติ ทั้งในเชิงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและจำนวนประชาชนที่ต้องอพยพหรือประสบความเดือดร้อน โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ภาคใต้ และช่วงกลางปีที่ภาคเหนือ
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงเป็นภัยธรรมชาติ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศที่ทำให้สภาพอากาศสุดขั้วกลายเป็นเรื่องปกติใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ น้ำฝนที่เทลงมาไม่ขาดช่วงทำให้พื้นที่ในหลายจังหวัดจมอยู่ใต้น้ำพร้อมกัน
ครอบคลุมพื้นที่กว้างตั้งแต่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา จนถึงนราธิวาส มีผู้ได้รับผลกระทบและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ทั้งในแง่ขนาดของพื้นที่และจำนวนประชาชนที่เกี่ยวข้อง บ้านเรือนถูกน้ำท่วมเสียหายนับแสนหลัง ถนนและโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งไม่สามารถใช้งานได้ ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมถูกน้ำท่วมกินเวลานานจนมีความเสี่ยงต่อผลผลิตทั้งปี
เพียงไม่กี่เดือนก่อนเกิดวิกฤติภาคใต้ ประเทศไทยต้องเผชิญน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในภาคเหนือช่วงสิงหาคม-ตุลาคม จากร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำที่ทำให้ฝนสะสมจำนวนมาก ส่งผลกระทบหนักต่อเชียงราย พะเยา น่าน แพร่และสุโขทัย จนบ้านเรือน ถนน สะพาน
และพื้นที่เกษตรเสียหายเป็นวงกว้างและมีผู้เสียชีวิตหลายราย เหตุการณ์ที่มาเร็วและแรงเหล่านี้ตอกย้ำความเปราะบางของพื้นที่ภูเขาและลุ่มน้ำตอนบน
ขณะที่สถิติย้อนหลัง 5-10 ปีชี้ว่าจำนวนอุทกภัยรุนแรงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีผู้ได้รับผลกระทบหลายล้านครัวเรือนต่อปี และแม้แต่พื้นที่ที่เคยมีความเสี่ยงต่ำก็เริ่มเผชิญน้ำท่วม สะท้อนภาพภูมิอากาศใหม่ที่ทำให้พายุ ร่องมรสุม และรูปแบบฝนกระจายกว้างและเกิดซ้ำมากกว่าเดิม
เมื่อมองจากมุมนี้ เหตุการณ์ปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เป็นกระจกสะท้อน 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ เครื่องยนต์ภูมิอากาศที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ความเปราะบางเชิงพื้นที่ของเมืองและชุมชนที่ขยายตัวแบบไม่รองรับน้ำ และระบบจัดการน้ำที่ยังเป็นแบบแก้ไปตามเหตุการณ์มากกว่าการออกแบบเพื่อรองรับความสุดขั้วในอนาคต
ขณะที่ภาคใต้และภาคเหนือรับแรงปะทะหนักที่สุดในปีนี้ แต่ทุกภูมิภาคต่างเผชิญความเสี่ยงรูปแบบของตัวเอง ทั้งน้ำหลากฉับพลัน น้ำท่วมขังยาว น้ำนองเขตเมือง และน้ำป่าที่เพิ่มความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและภูมิอากาศ
ทั้งหมดนี้ทำให้ปีนี้ เป็นเหมือนคำเตือนสำคัญว่า ประเทศไทยไม่สามารถมองอุทกภัยเป็นเหตุการณ์เฉพาะปีอีกต่อไป แต่ต้องเตรียมการเชิงระบบที่ลึกกว่าเดิม ทั้งการออกแบบเมืองให้อยู่กับน้ำ การเสริมความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน การกระจายความเสี่ยงของชุมชน และการพัฒนาระบบเตือนภัยที่แม่นยำและเข้าถึงประชาชนได้ทันท่วงที
เพราะจากแนวโน้มทั้งสถิติและเหตุการณ์จริงที่ผ่านมา ภัยน้ำท่วมไม่ได้ค่อย ๆ เดินเข้ามาเหมือนอดีต แต่กำลังเร่งตัวเร็วกว่าความสามารถในการปรับตัวของสังคมไทยอย่างชัดเจน
มองไปที่อนาคต ข้อมูลจากรายงานช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP Emissions Gap Report 2025) ระบุว่า โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซอย่างน้อย 60% ภายใน ค.ศ.2035 เพื่อให้ยังมีโอกาสรักษาเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส แต่คำมั่นสัญญาที่ทุกประเทศส่งเข้าระบบ (NDCs) จะลดได้เพียง 15% เท่านั้น
เป็นช่องว่างถึง 4 เท่าของสิ่งที่วิทยาศาสตร์ร้องขอ และดูจะไม่สามารถเดินเส้นทางนี้ได้ทัน หากปล่อยต่อไปจึงอาจจะเข้าสู่เส้นทางการเพิ่มอุณหภูมิ 2.6-2.8 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้ความถี่และขนาดของภัยทางธรรมชาติจะเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า และกระทบกับเศรษฐกิจสูงมาก
เมื่อพิจารณาลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of the Parties หรือ COP) ตั้งแต่ COP25 จนถึง COP30 จะเห็นภาพชัดเจนว่าโลกกำลังไถลออกห่างจากเส้นทางจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5 องศาอย่างปฏิเสธไม่ได้ และยังมีความเสี่ยงสูงที่จะพลาดแม้กระทั่งเพดาน 2 องศาในอนาคตอันใกล้
แม้การเจรจาแต่ละครั้งจะมีความคืบหน้าในเชิงถ้อยคำหรือกลไกบางส่วน แต่ผลรวมของการดำเนินการจริงยังไม่ทันต่อวิกฤติที่รุนแรงขึ้นฉับไว ฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดจึงไม่ใช่โลกที่สามารถควบคุมภาวะโลกร้อนได้ทันเวลา แต่เป็นโลกที่อุณหภูมิยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ภัยพิบัติและเหตุการณ์สุดขั้วมีความถี่ รุนแรง และคาดเดายากยิ่งขึ้นพร้อมกันในหลายภูมิภาคทั่วโลก
การรับมือกับอนาคตเช่นนี้จึงต้องการรัฐบาลที่ตื่นตัวกับสัญญาณทางวิทยาศาสตร์ สามารถคาดการณ์ผลกระทบล่วงหน้า และมีขีดความสามารถในการบริหารความเสี่ยงระดับมหภาคได้จริง ไม่ใช่เพียงออกนโยบายตามหลังเหตุการณ์ แต่ต้องนำประเทศให้ล่วงหน้าอยู่หนึ่งก้าว
นโยบายและขีดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติจึงควรเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในทุกครั้งต่อไปนับจากนี้





