วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

การปรับตัวของเมือง ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การปรับตัวของเมือง ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในปี 2568 ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมือง คิดเป็น 45% ของประชากรทั้งโลก ซึ่งเกิดจากการย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้น ในปี 2593 ประชากร 2/3 ของโลกจะอาศัยอยู่ในเมือง

นอกจากนี้แล้ว ภาวะโลกร้อน ยังส่งผลให้เมืองทั่วโลกเผชิญกับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มมากขึ้นสลับกับภัยแล้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น รวมถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับภัยแล้งและน้ำท่วมในไทย พบว่า ตั้งแต่ปี 2526 ถึง 2565 ไทยมีจำนวนปีที่ฝนมากกว่าปกติ 9 ปี และน้อยกว่าปกติ 17 ปี ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นยังส่งผลให้ ภายในปี 2583 ใจกลางเมืองกว่า 2,000 แห่งทั่วโลกจะมีระดับพื้นดินที่สูงกว่าระดับทะเลปานกลางน้อยกว่า 5 เมตร 

เมื่อการขยายตัวของเมืองไปสู่พื้นที่เสี่ยง เช่น ที่ราบลุ่มและที่ริมน้ำ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมจึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมในช่วงปี 2543 ถึง 2562 ว่ามีมูลค่าประมาณ  20.9 ถึง 35.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายรองจากพายุ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของเมืองด้านการจัดการน้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

การออกแบบผังเมืองที่เหมาะสมควรผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีและการออกแบบที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

เช่น การใช้โครงสร้างยกพื้นที่ปลอดภัย แผนผังที่คำนึงถึงทางน้ำ ระบบระบายน้ำที่ยืดหยุ่น วัสดุกันน้ำ และออกแบบให้บ้าน/ย่านรองรับน้ำ รับความร้อน และพร้อมดำรงชีวิตได้แม้ในสภาพอากาศสุดขั้ว

เครือข่ายวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเมือง (Urban Climate Change Research Network หรือ UCCRN) ได้กำหนดแนวทางในการวางแผนและออกแบบเมืองสำหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้เป็น 4 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและแผนที่พื้นที่เสี่ยง เพื่อให้เข้าใจถึงสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาค แล้วจึงเจาะจงพื้นที่เฉพาะ เนื่องจากทุกพื้นที่เชื่อมโยงกัน

ทั้งยังต้องศึกษาให้ครอบคลุมด้านฤดูกาลและความถี่ของการเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศด้วย เช่น การไหลของทางน้ำที่มาบรรจบกันทำให้บางพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมเป็นพิเศษ หรือ พื้นที่มีสิ่งปลูกสร้างในสัดส่วนที่ทำให้เกิดเกาะความร้อนในเมือง เป็นต้น 

ระยะที่ 2 ประเมินพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ว่างในเมือง เพื่อประเมินว่าเป็นพื้นที่ที่ควรได้รับการอนุรักษ์เนื่องจากประโยชน์ด้านการป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่ เช่น พื้นที่คลายร้อน พื้นที่ผลิตอากาศบริสุทธิ์ และพื้นที่มีลมระบายอากาศ เป็นต้น

ระยะที่ 3 วางแผนและออกแบบโครงสร้างเมือง เพื่อแก้ไขและพัฒนาสภาพภูมิอากาศในเมืองและคุณภาพอากาศ

เช่น การออกแบบที่อยู่อาศัยให้มีการถ่ายเทอากาศสะดวกด้วยการสร้างหน้าต่างตามทางลม และการเพิ่มพื้นที่เปิดเพื่อลดเกาะความร้อนในเมือง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายด้านอาคารและสิ่งปลูกสร้างควบคู่ไปด้วย 

ระยะที่ 4 ติดตามผล ประเมินผลกระทบ และปรับปรุงแผน เพื่อให้มีการวัดผลเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น ภาพถ่ายความร้อนจากอินฟราเรด และการสำรวจจากประชากร เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงแผนการจัดการพื้นที่ได้อย่างที่รวดเร็ว หลากหลาย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หากพิจารณาเฉพาะพื้นที่เมืองที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เราสามารถเลือกวางแผนและออกแบบเมืองได้ 5 แนวทาง คือ

1) การทำโซนนิ่งและการจัดการความหนาแน่นด้วยการลดความเสี่ยง โดยห้ามหรือจำกัดการก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และจัดให้มีบ้านยกพื้นหรือโครงการบ้านที่ออกแบบอย่างเหมาะสม

2) การออกแบบโครงสร้างที่มีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่รับน้ำเพื่อช่วยกักเก็บน้ำฝน ลดปัญหาน้ำท่วม ลดอุณหภูมิ

3) การออกแบบโครงสร้างและความเชื่อมโยงภายในเมืองเพื่อลดระยะทางการเดินทาง มีการเชื่อมระบบขนส่งสาธารณะ เป็นการลดขอบเขตเมืองที่ต้องได้รับการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม

4) การควบคุมการก่อสร้างและกฎควบคุมอาคารและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อลดความเสี่ยงของโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เปราะบาง และลดความเสียหายจากน้ำท่วม 

5) การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างครอบคลุม โดยอาศัยกลยุทธ์ที่มีระบบระบายน้ำ มีคันกั้นน้ำ มีระบบจัดการภัยแบบดิจิทัล เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม

ท้ายที่สุดแล้ว แม้เครื่องมือวางผังเมืองทั้ง 4 ขั้นตอนและ 5 แนวทางนี้ จะเป็นกรอบคิดเบื้องต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือคำถามที่ว่า เราต้องการให้เมืองเปลี่ยนแปลงในทิศทางไหน

เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วกว่าเดิม และรูปแบบเมืองในอดีตอาจไม่ตอบโจทย์อนาคตอีกต่อไป หลายเมืองกำลังทดลองวิธีใหม่ ๆ ในการอยู่กับน้ำ อยู่กับความร้อน และอยู่กับพายุที่คาดเดาไม่ได้

แล้วเราพร้อมจะสำรวจความเป็นไปได้แบบใหม่เพียงใด คำตอบอาจยังไม่ชัดเจนในวันนี้ แต่บางทีการตั้งคำถามให้ถูกตั้งแต่ต้น ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญของการออกแบบเมืองที่ยั่งยืนที่สุดแล้ว