เมื่อโลกกำลังรับมือกับความเสื่อมโทรมของผืนป่า การใช้สารเคมีหนัก และภาวะโลกร้อน “กาแฟ Specialty” จากระบบ Eco Farming คือโอกาสใหม่ที่ทำให้เกษตรกรไทยยืนหยัดได้ ทั้งเพิ่มมูลค่าผลผลิต ฟื้นคืนป่า และพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนบนเส้นทางความยั่งยืน
3 พันธมิตรภาคเอกชนและภาคประชาสังคมไทย ได้แก่ แสนสิริ, ไร่แสนชัย และบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ จึงเปิดตัวโครงการธุรกิจเพื่อสังคม “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร” ณ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ บนพื้นที่กว่า 16 ไร่ รวมคนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อถ่ายทอดความรู้ ทดลอง และพัฒนาสายพันธุ์กาแฟพิเศษอย่างครบถ้วน มุ่งส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทยสู่ความยั่งยืนและมาตรฐานสากล
แสนสิริหนุนโมเดลเกษตรยั่งยืน
“สมัชชา พรหมศิริ” Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปลูกกาแฟในภาคเหนือมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ป่ามานานกว่า 3 ทศวรรษ โดยได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาการย้ายถิ่นฐาน ด้วยการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน
นอกจากนี้ยังช่วยลดการทำลายป่าผ่านระบบเกษตรกรรมที่เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านจากการเพิ่มมูลค่ากาแฟถึง 3-5 เท่าตัวจากเดิม 70 บาท เป็น 210-350 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้งศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษยังเป็นต้นแบบของพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง
“สมัชชา” ระบุเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านที่เข้าร่วมศูนย์ฯ ได้รับองค์ความรู้ครบวงจรตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยวจนถึงการแปรรูป ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพกาแฟและสร้างกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งเพื่อพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพสูงขึ้น อีกทั้งยังสร้างแรงดึงดูดให้คนรุ่นใหม่กลับคืนถิ่นมาทำเกษตรกรรมด้วยความภาคภูมิใจ
“เป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า (2569–2572) คือการพัฒนาศูนย์ฯ ให้เป็นโมเดลเกษตรยั่งยืนต้นแบบที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ครบวงจรทั้งด้านการปลูก การแปรรูป เช่น การทำไบโอชาร์ ตรวจสอบสายพันธุ์ และการสร้างผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชน รวมถึงการจัดตั้งตลาดกลางที่เป็นธรรม บ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และขยายผลสู่การจัดหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัยในภาคเหนือ เพื่อยกระดับกาแฟพิเศษของไทยสู่มาตรฐานสากลและเป็นต้นแบบพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่ยั่งยืนต่อไป”
บีนส์ คอฟฟี่ฯ กลางน้ำระบบนิเวศกาแฟ
"ชนัญดา ทวีสิน" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ กล่าวว่า BEANS Coffee Roaster ในฐานะกลางน้ำของระบบนิเวศกาแฟ จะเป็นผู้รับซื้อกาแฟจากแหล่งปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน โดยไม่เผาและไม่ทำลายป่า เพราะตระหนักว่า ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ทางภาคเหนือมีสาเหตุมาจากเกษตรไม่ยั่งยืน เช่น การปลูกข้าวโพดและเผาไร่ ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบรุนแรง ต้องอพยพและเด็กหยุดเรียน
แต่ต้นกาแฟ Arabica เป็นทางออก เพราะไม่ต้องเผาไร่ รากลึกช่วยยึดดิน ปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่ช่วยรักษาความชื้น ลดดินถล่ม และฟื้นฟูป่า หากเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกกาแฟแทนข้าวโพดเพียง 20% ก็จะช่วยฟื้นฟูป่าและทำให้อากาศสะอาดขึ้นอย่างชัดเจน
นอกจากมิติทางสิ่งแวดล้อมแล้ว กาแฟพิเศษยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศา ประเทศไทยมีความต้องการบริโภคกาแฟสูงถึง 90,000 ตันต่อปี แต่สามารถผลิตได้เพียง 30,000 ตันต่อปีเท่านั้น ในจำนวนที่ผลิตได้นี้ เป็นกาแฟพิเศษ (Specialty) เพียง 6,000–7,000 ตัน นั่นหมายความว่าประเทศไทยต้องนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศมากถึง 60,000 ตันต่อปี ด้วยราคานำเข้าที่สูงกว่าราคาที่เราส่งออกหลายเท่าตัว
มูลค่าตลาดของกาแฟมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นทุกปี หากเราสามารถเพิ่มการผลิตกาแฟพิเศษในประเทศได้ จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และ สามารถดึงมูลค่ากลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้อีกมหาศาล
ที่สำคัญที่สุดคือ เกษตรกรที่ปลูกกาแฟพิเศษสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า หรือมากกว่านั้น หากเทียบกับการปลูกกาแฟธรรมดา โดยที่ไม่ต้องใช้พื้นที่มากขึ้น ราคาของกาแฟทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 200-300 บาทต่อกิโลกรัม แต่กาแฟ Specialty มีราคาสูงขึ้นทุกปี และบางตัวที่เกิดการประมูลอาจมีราคาสูงถึงหลักหมื่นบาท
ผู้ประกอบการอยู่ได้ ต้นน้ำก็จะอยู่ได้
“อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์” ผู้ร่วมก่อตั้ง บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ กล่าวเสริมว่า ความยั่งยืนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่มิติสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นความยั่งยืนที่ครอบคลุม "ทั้งกระดาน” ในส่วนของต้นน้ำ
เกษตรกรต้องมีรายได้ที่สมเหตุสมผลและยั่งยืน การทำเกษตรกรรมต้องดูแลพื้นที่อย่างยั่งยืน เช่น ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อให้ผืนดินและผืนป่าสามารถอยู่ร่วมกับต้นกาแฟและเราได้นานๆ
ในส่วนของ บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ ก็ต้องคำนึงถึงผู้บริโภคปลายทาง บริหารจัดการธุรกิจที่ดี จริงใจต่อลูกค้า หากผู้ประกอบการสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ต้นน้ำก็จะอยู่ได้นานด้วยเช่นกัน
โลกร้อนทำผลผลิตลด
“แสนชัย จูเปาะ” เจ้าของไร่ Saen Chai Estate และเกษตรกรต้นแบบ เผยถึงความท้าทายว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตกาแฟ ทำให้ผลผลิตน้อยลง ต้นกาแฟแห้ง และมีโรคพืชต่างๆ ตามมา และประเทศไทยมีโอกาสในการทำกาแฟ แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ชัน ทำให้ไม่สามารถใช้รถเก็บเกี่ยวหรือเครื่องจักรได้เหมือนประเทศอื่น ดังนั้น ความท้าทายหลักคือการสร้างมูลค่าสูงสุด โดยการทำกาแฟคุณภาพ กาแฟเกรดพรีเมียม หรือกาแฟเกรดพิเศษ
ความท้าทายสำคัญอีกประการหนึ่งคือ องค์ความรู้ เกษตรกรจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมในการปลูกในพื้นที่ความสูงต่างๆ การปรุง และการปลูกในร่มหรือกลางแจ้ง
“อยากให้ผู้บริโภคที่อยู่ในส่วนกลางน้ำและปลายน้ำสนับสนุนกาแฟที่ปลูกในประเทศไทย เนื่องจากทุกคนต่างร่วมทุกข์ร่วมสุขกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น PM 2.5 และน้ำท่วม การสนับสนุนนี้จะช่วยให้เกษตรกรต้นน้ำสามารถดูแลรักษาป่าได้ โดยไม่ต้องหันไปทำพืชเชิงเดี่ยวหรือใช้สารเคมี ซึ่งเป็นการทำลายป่าที่สำคัญของประเทศ”





