วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

อังกฤษ–ไทย ระดมสมอง ปั้น Roadmap CCUS ดักจับ-ใช้คาร์บอน พลิกเกม Net Zero 2050

อังกฤษ–ไทย ระดมสมอง ปั้น Roadmap CCUS ดักจับ-ใช้คาร์บอน พลิกเกม Net Zero 2050

วิกฤติสภาพภูมิอากาศยังคงแสดงผลกระทบให้เห็นชัดขึ้นต่อเนื่อง พร้อมแรงกดดันให้ประเทศต่างๆ ต้องเร่งกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรม ท่ามกลางความท้าทายนี้ เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilisation and Storage: CCUS) ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหนักและโรงไฟฟ้าที่ลดคาร์บอนได้ยาก

สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่เดินหน้าในประเด็นนี้อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลลงทุนมากกว่า 9.4 พันล้านปอนด์จนถึงปี 2029 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัย และโครงการสาธิตที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง พร้อมจัดทำกรอบนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมดักจับและกักเก็บคาร์บอน

ล่าสุดได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ UK–Thailand Technical Exchange Workshop: Towards a National Roadmap on CCUS ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และเครือข่ายพันธมิตร ด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance: TCCA)

รวมผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากสหราชอาณาจักร อาทิ ลอร่า ฮาร์ดิแมน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการขนส่งก๊าซ CO₂ จาก Crondall Energy, ศ.จอน กิบบินส์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนของสหราชอาณาจักร และ เคท พิลลิ่ง ผู้เชี่ยวชาญนโยบายด้าน CCUS จากกระทรวงความมั่นคงด้านพลังงานและ Net Zero พร้อมด้วย กระทรวงพลังงาน ประเทศไทย ผู้แทนทางเทคนิค และภาคธุรกิจไทย เพื่อสำรวจโอกาสร่วมกันและวางรากฐานสู่ Roadmap CCUS ของประเทศไทย

อังกฤษ–ไทย ระดมสมอง ปั้น Roadmap CCUS ดักจับ-ใช้คาร์บอน พลิกเกม Net Zero 2050

เป้าหมาย Net Zero 2050 ต้องเดินไปด้วยกัน

"มาร์ค กูดดิ้ง" เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต สหราชอาณาจักรและไทยกำลังก้าวสู่ความร่วมมือลึกซึ้งยิ่งขึ้นในด้านเทคโนโลยีสีเขียว การลดคาร์บอน และนวัตกรรมพลังงาน

เวิร์กชอป CCUS ครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากการลงนามในความร่วมมือยุทธศาสตร์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มความร่วมมือในหลายภาคส่วน ตั้งแต่เศรษฐกิจไปจนถึงความมั่นคง โดยวาระสำคัญลำดับต้นๆ ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรทั่วโลกคือการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อทำให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืนและสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero

“ประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาดเป็นส่วนสำคัญของความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรมีโครงการขนาดใหญ่ในไทย เช่น โครงการ Partnership for Accelerated Climate Transitions ซึ่งเน้นการขนส่งที่ยั่งยืนและการเงินสีเขียว รวมถึงโครงการที่เน้นการปรับตัวต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในขณะนี้กำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี CCUS ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่จะช่วยให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเร่งเป้าหมาย Net Zero ของรัฐบาลไทยจากเดิมปี 2065 เป็นปี 2050”

อังกฤษ–ไทย ระดมสมอง ปั้น Roadmap CCUS ดักจับ-ใช้คาร์บอน พลิกเกม Net Zero 2050

เรียนรู้แบบสองทาง

"ท่านทูต กูดดิ้ง" กล่าวต่อว่า CCUS เป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้อุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมพลังงานขนาดใหญ่ที่ปล่อยคาร์บอนสูง ที่ลดการปล่อยได้ยาก สามารถดักจับคาร์บอนที่ปล่อยออกมาและจัดเก็บในรูปแบบที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยพิจารณาว่าไทยกำลังต้องการเครื่องมือใหม่ในการลดการปล่อยในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ เวิร์กชอปนี้มีลักษณะ “สองทาง” ที่ต่างฝ่ายเรียนรู้จากกันและกัน โดยไทยเรียนรู้จากสหราชอาณาจักรในเรื่องระบบการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด กลไกกรีนไฟแนนซ์ และโมเดลคลัสเตอร์ CCUS ขณะที่สิ่งที่สหราชอาณาจักรเรียนรู้จากไทยคือ ความเชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลที่สร้างแรงจูงใจเชิงพาณิชย์ และงานวิจัยด้านการแปลงชีวมวล ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคเอเชีย

กุญแจสู่การดึงดูดการลงทุน

หนึ่งในประเด็นที่สหราชอาณาจักรให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ “ระบบนิเวศรองรับการลงทุน” โดย "ท่านทูต กูดดิ้ง" กล่าวว่า สิ่งที่ไทยต้องมีมากที่สุดคือ กฎระเบียบ (Regulation) ซึ่งจะช่วยสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมและจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามาดำเนินการ

"สหราชอาณาจักรมีความเชี่ยวชาญอย่างมากในด้านกฎระเบียบ CCUS และยินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์นี้ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องการ การเงิน หรือ แหล่งเงินทุน สหราชอาณาจักรก็เป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับการเงินสีเขียว (Green Finance) และตลาดคาร์บอนที่สามารถสนับสนุนได้ โดยไทยจะต้องมีแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงการ CCUS ในระยะยาว"

แผนงานหลังเวิร์กชอป 

"ท่านทูต กูดดิ้ง" กล่าวด้วยว่า หลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ สหราชอาณาจักรมีแผนนำผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมมายังไทยในช่วงต้นปีหน้า รวมถึงเตรียมการส่งคณะผู้แทนจากกระทรวงพลังงานไทยไปเยือนสหราชอาณาจักร เพื่อพบปะรัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแล และเยี่ยมชมโครงการ CCUS ตัวอย่างที่กำลังดำเนินงานจริง

“ปัจจุบันการทำงานร่วมยังคงเน้นการแลกเปลี่ยนนโยบายและการร่วมมือกับธุรกิจไทยที่ลงทุนด้านพลังงานสะอาดในสหราชอาณาจักร เทคโนโลยี CCUS ยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็วทั่วโลก เราต้องใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะมาจากไทย อังกฤษ สหรัฐฯ หรือจีน เพื่อช่วยให้ทั้งสองประเทศเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างคุ้มค่าและแข่งขันได้ในตลาดโลก”

อังกฤษ–ไทย ระดมสมอง ปั้น Roadmap CCUS ดักจับ-ใช้คาร์บอน พลิกเกม Net Zero 2050

ไทยต้องเร่งเครื่อง CCUS

“ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย” ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของไทยว่า TCCA ซึ่งนำโดยศูนย์นาโนเทค ภายใต้ สวทช. เป็นศูนย์กลางในการรวมผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัย ปัจจุบันมีสมาชิกถึง 81 องค์กรจากทุกภาค

ส่วน NANOTEC ได้เรียนรู้จากพันธมิตรหลักอย่างสหราชอาณาจักร โดยมีการจัดกิจกรรมเยี่ยมชมพื้นที่ปฏิบัติการ ทั้งในประเทศไทยและสหราชอาณาจักร และได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเป็นครั้งที่สอง เพื่อรวบรวมแนวคิดและศึกษาจากกรอบการทำงานที่สหราชอาณาจักรได้ดำเนินการไปแล้ว เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย

“เนื่องจากเป้าหมาย Net Zero เข้ามาเร็วขึ้นเป็นปี 2050 ทำให้เหลือเวลาเพียง 25 ปี แม้ว่า CCUS จะมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ต้องนำมาใช้ ซึ่งศูนย์นาโนเทคได้ดำเนินการวิจัยด้านการดักจับคาร์บอนและการใช้ประโยชน์โดยการเปลี่ยนคาร์บอนเป็นสารเคมี สิ่งที่ต้องการคือการดึงภาคอุตสาหกรรมให้เข้าร่วมและลงทุนในการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ในโรงงาน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะบรรลุผล

ความท้าทายของไทย

“ดร. ภญ. อุรชา” กล่าวเพิ่มเติมว่า กรีนไฟแนนซ์เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม เพราะการลงทุนใน CCUS ถือเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากธุรกิจปกติที่อุตสาหกรรมดำเนินการอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ดังนั้น กองทุนจากเงินกู้หรือแหล่งเงินทุนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานประจำ”

CCUS ยังต้องมีการดำเนินการจริง และโครงการสาธิตยังต้องใช้เงินลงทุนสูง ความท้าทายในปัจจุบันคือ การสร้างสมดุลระหว่างราคาคาร์บอนที่ดักจับได้กับราคาที่จะนำไปขาย และต้นทุนการลงทุนสำหรับพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ในภูมิภาคเอเชียยังมีการมุ่งเน้นการลดคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านการแปลงชีวมวลด้วย

CCUS เปรียบเสมือนเครื่องกรองขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ในปล่องควันโรงงาน แทนที่จะปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศโดยตรง CCUS จะดักจับของเสียคาร์บอนนั้นไว้ก่อน การที่ไทยและอังกฤษร่วมมือกันก็เหมือนกับการที่ประเทศหนึ่งแบ่งปันพิมพ์เขียวสำหรับเครื่องกรองที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งกฎระเบียบ และการเงิน ขณะที่อีกประเทศนำเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมกับวัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้ เพื่อให้การทำความสะอาดคาร์บอนนี้เกิดขึ้นได้จริงและมีราคาที่เข้าถึงได้ในระยะยาว