วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

สรุป COP30 วันที่ 10 เร่งรัดโลกด้วย 117 แผน ปฏิรูประบบอาหาร ลดคาร์บอนปุ๋ยเคมี

สรุป COP30 วันที่ 10 เร่งรัดโลกด้วย 117 แผน ปฏิรูประบบอาหาร ลดคาร์บอนปุ๋ยเคมี

“กรุงเทพธุรกิจ” เกาะติดสถานการณ์การประชุม COP30 การประชุมในวันที่ 10 (19 พฤศจิกายน 2025) ถูกขับเคลื่อนด้วยเพื่อตอบคำถาม “เราจะสร้างระบบอาหารแห่งอนาคตที่แข็งแรง เป็นธรรม และทนทานต่อสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร” โดยตลอดทั้งวันมีการเปิดตัวโครงการระดับโลก หลักฐานเชิงปฏิบัติ และความคืบหน้าจากหลายภาคส่วนที่สะท้อนว่า การปฏิรูปการผลิตอาหารคือรากฐานของการปกป้องผู้คนและเศรษฐกิจในโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ธีมหลักของวันครอบคลุมทั้งภาคเกษตร ระบบอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร การประมง เกษตรกรรายย่อย ผู้หญิง ความเท่าเทียมทางเพศ ชุมชนแอฟโฟร-ดิแอซเซนแดนท์ และการท่องเที่ยว ทั้งหมดสะท้อนว่า การแก้ปัญหาอาหารคือการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและคุณภาพชีวิตมนุษย์

RAIZ Accelerator พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมทั่วโลก

หนึ่งในความคืบหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการเปิดตัว Resilient Agriculture Investment for Net-Zero Land Degradation (RAIZ) โดยมี 10 ประเทศร่วมสนับสนุน ได้แก่ บราซิล ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ เปรู ซาอุดีอาระเบีย อุรุกวัย และสหราชอาณาจักร

จุดเด่นของ RAIZ คือ ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรเสื่อมโทรมทั่วโลกโดยใช้เงินทุนเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน, ใช้เทคโนโลยีทำแผนที่แบบ interactive mapping เพื่อระบุพื้นที่ลงทุนที่คุ้มค่า, และพัฒนาโมเดล blended finance ลดความเสี่ยงให้ภาคเอกชน

ได้แรงบันดาลใจจากโครงการ Green Way และ EcoInvest ของบราซิล ที่เคยระดมได้เกือบ 6 พันล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูทุ่งหญ้ากว่า 3 ล้านเฮกตาร์

ตัวเลขชี้ชัดปัญหา เช่น พื้นที่เกษตรเสื่อมโทรมทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านเฮกตาร์ (20% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด) หากฟื้นฟูเพียง 10% จะผลิตอาหารเพิ่มได้ 44 ล้านตัน/ปี เพียงพอให้คน 154 ล้านคน ได้รับโภชนาการเพียงพอ

117 แผนเร่งรัดภายใต้ COP30 Action Agenda

เวที High-Level Event สะท้อนภาพชัดเจนว่า COP30 Action Agenda รุ่นใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงกรอบแนวคิด แต่กำลัง ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจริง พร้อมสร้าง ผลลัพธ์รูปธรรม ที่เห็นได้แล้วในหลายประเทศและหลายภาคส่วน

ประเด็นสำคัญของเวที ได้แก่

  • เฉลิมฉลองความก้าวหน้าของ 117 PAS (Priority Action Steps) ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง COP29–COP30, สำนักเลขาธิการ UNFCCC, คณะทูตสภาพภูมิอากาศ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน
  • ย้ำจุดยืนของ COP30 ว่า “การลงมือทำสำคัญกว่าการเจรจา” จากเดิมที่การประชุม COP มักเน้นถ้อยคำเจรจา ครั้งนี้หันมามุ่งเน้น ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ (implementation-led COP) เป็นแกนกลาง
  • นำเสนอวิสัยทัศน์ร่วมระยะ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับบทสรุปของ Global Stocktake และกำหนดทิศทางเร่งรัดการลดการปล่อยและเสริมความพร้อมรับมือของทุกประเทศ

อาหารแห่งอนาคตที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ

เวที COP30 เปิดตัวความร่วมมือครั้งสำคัญ เมื่อพันธมิตรระดับโลกประกาศแผน PAS ใหม่ 2 ฉบับ เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบอาหารทางน้ำและการเพาะเลี้ยงสาหร่าย โดยร่วมกับ UNGSI และ FAO สู่การสร้าง “อาหารแห่งอนาคต” ที่มีความยืดหยุ่นสูงต่อสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน

ประเด็นการดำเนินงานหลัก

  • ผลักดันให้ระบบอาหารน้ำและสาหร่ายถูกบรรจุใน NDCs และ NAPs เพื่อให้ประเทศต่างๆ นำไปสู่การวางแผนด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นทางการและยั่งยืน
  • พัฒนาระบบข้อมูลโลก (global data systems) เพื่อใช้ติดตามผลผลิต ประเมินความเสี่ยง และสนับสนุนการวางนโยบายด้วยข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัย
  • จัดตั้งธนาคารพันธุกรรม (genebanks) ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของสายพันธุ์ทางน้ำ ทั้งสัตว์น้ำและสาหร่าย เพื่อความมั่นคงของอาหารในระยะยาว
  • เปิดโอกาสทางการเงินให้ผู้หญิง เยาวชน และ SMEs ผ่านการเข้าถึงเงินทุน เครื่องมือทางการเงิน และการสนับสนุนด้านนวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ขยายโอกาสสู่ทุกกลุ่ม

ระบบอาหารน้ำเป็นแหล่งสร้างงานที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในชุมชนชายฝั่งและแรงงานหญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศมากที่สุด การยกระดับระบบอาหารน้ำจึงไม่ใช่เพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการเสริมความมั่นคงด้านรายได้และคุณภาพชีวิตของชุมชนอีกด้วย

ขยายเครือข่ายระบบอาหารโลก

เวที COP30 เห็นความก้าวหน้าเชิงระบบอีกครั้ง เมื่อ Alliance of Champions for Food Systems Transformation (ACF) ประกาศต้อนรับสมาชิกใหม่ 3 ประเทศ ได้แก่ โคลอมเบีย เวียดนาม และอิตาลี สะท้อนการขยายตัวของพันธมิตรที่มุ่งผลักดันการปฏิรูประบบอาหารให้ยั่งยืนและรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น

ผลงานสำคัญของ ACF ที่ถูกนำเสนอ ได้แก่

  • เผยแพร่ Progress Frameworks จากประเทศสมาชิก เพื่อแสดงความคืบหน้าเชิงรูปธรรมของการปฏิรูประบบอาหาร ทั้งด้านนโยบาย การผลิต การกระจายผลประโยชน์ และผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม
  • เปิดตัวแผน PAS ร่วมกับ 10 ความร่วมมือระดับโลก อาทิ I-CAN, CGIAR, WWF Food Forward Initiative, AGRA และองค์กรด้านอาหาร-สภาพภูมิอากาศชั้นนำอีกหลายเครือข่าย

ความร่วมมือนี้เน้นการเชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม และการสนับสนุนทางเทคนิค เพื่อเร่งการลงมือทำในประเทศต่างๆ การขยายเครือข่ายและการเปิดตัวเครื่องมือใหม่ๆ เป็นสัญญาณชัดเจนว่า การปฏิรูประบบอาหารกำลังก้าวจากแนวคิด สู่การประสานงานระดับโลกที่เป็นรูปธรรม และกำลังสร้างแรงส่งสำคัญเพื่อให้ระบบอาหารโลกสามารถ ลดการปล่อย เพิ่มความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ และสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรและผู้บริโภค นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารทั่วโลกอย่างแท้จริง

ก้าวสำคัญสู่การลดคาร์บอนจากปุ๋ยเคมี

ในเวที COP30 สหราชอาณาจักรและบราซิลได้ประกาศ Belém Declaration on Fertilizers พร้อมเปิดตัวแผน Plan to Accelerate Solutions (PAS) ที่มีเป้าหมายเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมปุ๋ยและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหารภายในปี 2035 โดยการร่วมมือระดับโลกครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในความพยายามสำคัญที่จะยกระดับความยั่งยืนของระบบอาหารและลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

แก่นสำคัญของแผน PAS คือ มาตรฐานระดับสากล ความร่วมมือระหว่าง Hydrogen Council และ UNIDO เพื่อพัฒนามาตรฐานสากลฉบับแรกของโลกสำหรับ “ปุ๋ยคาร์บอนต่ำ” ที่จะเป็นเกณฑ์ชี้นำอุตสาหกรรมในอนาคต

กลไกสร้างดีมานด์ คือ จัดตั้งโครงการต้นแบบสำหรับการผลิตและใช้ปุ๋ยแอมโมเนียคาร์บอนต่ำ พร้อมสร้างพันธมิตรผู้ซื้อระดับโลก เพื่อกระตุ้นความต้องการและการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สนับสนุนซัพพลาย มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนประเทศต่างๆ ในการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยคาร์บอนต่ำที่ทันสมัย เพื่อลดการปล่อยก๊าซจากต้นทางการผลิต

ระดับไร่นาจะนำเทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัลเข้าช่วยเกษตรกรในการใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการสูญเสียและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แผน PAS นี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ FAO, IEA, The World Bank, IFA, CGIAR, WRI และได้รับการเข้าร่วมประกาศจาก ญี่ปุ่นและแคนาดา เพื่อแสดงความมุ่งมั่นร่วมกันในระดับนานาชาติ

วาเลรี ฮิกกี้ ผู้อำนวยการ Global Director Climate Change ธนาคารโลก กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ลงทุนกว่า 77 พันล้านดอลลาร์ในระบบอาหารทั่วโลก และเรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มการลงทุนมากขึ้นอีกในอนาคต เพราะเกษตรกรรายย่อยที่อยู่แนวหน้าของวิกฤตภูมิอากาศ กำลังเผชิญกับภาระและความท้าทายอย่างหนัก

Gender Day ผู้หญิงคือผู้นำ ไม่ใช่เพียงผู้ได้รับผลกระทบ

วัน Gender Day ในเวที COP30 ตอกย้ำบทบาทสำคัญของผู้หญิงในฐานะ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยไม่จำกัดเพียงการเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบ แต่เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบาย การฟื้นฟู และความยืดหยุ่นของชุมชนอย่างแท้จริง

บราซิลเปิดตัวโปรโตคอลเสริมพลังผู้หญิงในภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ พัฒนาโดยความร่วมมือของ รัฐบาลบราซิล, UNDRR, และ UN Women ครอบคลุมทั้ง 3 ระยะของการบริหารความเสี่ยงพิบัติ คือ การป้องกัน การเตรียมพร้อมและรับมือภัยพิบัติ และการฟื้นฟูหลังวิกฤติ

โปรโตคอลนี้เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การจัดการภัยพิบัติมีมิติความเท่าเทียมทางเพศเป็นแกนกลาง พร้อมยกระดับศักยภาพผู้หญิงในชุมชนให้มีบทบาทในการตัดสินใจ

กิจกรรมเด่นใน Gender Day เช่น เวที “Women: Voices that Guide the Future”
เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงจาก 6 ไบโอมของบราซิล ถ่ายทอดเสียงจริง ประสบการณ์จริง และบทเรียนจากการทำงานด้านภูมิอากาศในพื้นที่ ตั้งแต่ป่าอเมซอน ทุ่งหญ้าเซร์ราโด ไปจนถึงพื้นที่กึ่งแห้งแล้งและเขตอบอุ่น เวทีนี้สะท้อนว่า ภูมิปัญญาของผู้หญิง คือรากฐานสำคัญของการปรับตัวและการฟื้นฟูของชุมชนท้องถิ่น

สรุป COP30 วันที่ 10 เร่งรัดโลกด้วย 117 แผน ปฏิรูประบบอาหาร ลดคาร์บอนปุ๋ยเคมี

เสียงจากชุมชนและเยาวชน

Mutirão in the Territories ชุมชนคือผู้กำหนดอนาคตของภูมิอากาศ การประชุมพิเศษในเวที COP30 เน้นให้เห็นว่า ชุมชนท้องถิ่นทั่วโลก ตั้งแต่ชุมชนชายป่า พื้นที่เมืองยากจน ไปจนถึงหมู่บ้านชนบท กำลังเป็นผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโซลูชันด้านภูมิอากาศด้วยพลังของตัวเอง แม้จะมีทรัพยากรจำกัด แต่พวกเขากลับสร้างแนวทางแก้ปัญหาที่จับต้องได้และเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนจริงในพื้นที่ของตน

ตัวอย่างโซลูชันที่เกิดขึ้นจากชุมชน ได้แก่

  • แผนปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศระดับท้องถิ่น ที่สะท้อนความต้องการและบริบทเฉพาะพื้นที่

  • การฟื้นฟูป่าและภูมิทัศน์เสื่อมโทรม ที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

  • เกษตรนิเวศและโซลูชันที่ใช้ธรรมชาติเป็นฐาน เพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืนและลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก

  • ระบบจัดการป่าชุมชน ที่สร้างทั้งรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และการอนุรักษ์ระบบนิเวศไปพร้อมกัน

แม้โครงการและความพยายามจากชุมชนเหล่านี้จะพิสูจน์แล้วว่า ได้ผลจริง และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก แต่เสียงของพวกเขายังคงได้รับพื้นที่ไม่มากพอในระบบนโยบายระดับประเทศและเวทีโลก การสนับสนุนทางการเงิน เทคโนโลยี และการยอมรับเชิงนโยบายยังคงเป็นช่องว่างสำคัญที่จะต้องเร่งเติมเต็ม

การเคลื่อนไหว Global Mobilization จึงส่งข้อความชัดเจนว่า หากต้องการการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารและภูมิอากาศที่ยั่งยืนจริง เราต้องเริ่มต้นจากการยกระดับเสียงและพลังของชุมชนและเยาวชนที่กำลังกำหนดอนาคตด้วยมือของพวกเขาเอง

เสียงเยาวชนลาตินอเมริกา

ในการประชุมที่ OEI Pavilion เยาวชนลาตินอเมริกาได้ส่งสัญญาณสำคัญถึงโลกว่า การสร้างระบบพหุภาคีรูปแบบใหม่จำเป็นต้องยึดโยงกับความเป็นจริงของชุมชนและรากวัฒนธรรมในภูมิภาค โดยมองว่า การศึกษา อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ความเป็นผู้นำในท้องถิ่น และบทบาทการทูตรุ่นใหม่ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ระบบดังกล่าว ยุติธรรม โปร่งใส และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

การสนทนาในเวทีนี้ขยายความไปสู่ประเด็นสำคัญหลายด้าน ได้แก่

  • การสร้างความไว้วางใจระหว่างวัย เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางภูมิอากาศเป็นงานที่ทุกเจเนอเรชันร่วมขับเคลื่อนได้จริง

  • การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนในกระบวนการเจรจาระดับโลก ไม่ใช่เพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย

  • การเชื่อมการทำงานด้านภูมิอากาศกับความยุติธรรม ความเสมอภาค และองค์ความรู้ดั้งเดิม ที่เป็นหัวใจของการสร้างโซลูชันที่เหมาะสมกับภูมิภาคและยั่งยืนในระยะยาว

เสียงของเยาวชนลาตินอเมริกาจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อเรียกร้อง แต่เป็น ข้อเสนอรูปธรรม ต่อโลกว่า การปฏิรูประบบพหุภาคีต้องเริ่มจากการฟังผู้ที่ได้รับผลกระทบใกล้ชิดที่สุด และเป็นผู้ที่จะรับช่วงอนาคตต่อไป คนรุ่นใหม่เอง

 

 

ที่มารูป: COP 30 Press Office (COP30 Brasil Amazônia)