วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘หมีญี่ปุ่น’ ฆ่าคนมากเป็นประวัติการณ์ บุกรุกเขตเมือง เพราะขาดอาหาร

‘หมีญี่ปุ่น’ ฆ่าคนมากเป็นประวัติการณ์ บุกรุกเขตเมือง เพราะขาดอาหาร

หมี” ใน “ญี่ปุ่น” ดุกว่าพื้นที่อื่นในโลกมาก จากข้อมูลระบุว่านับตั้งแต่เมษายน 2025 มีผู้เสียชีวิตจากโดนหมีโจมตีคนบาดเจ็บนับร้อบ จนทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีหมีฆ่าคนมากที่สุดในโลก

มีรายงานการพบเห็นหมีทั่วประเทศ 20,792 ครั้งในช่วงเมษายน-กันยายน 2025 สูงกว่ายอดรวมในช่วง 12 เดือนก่อนหน้าแล้ว และถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี

ข้อมูลพบว่า มีประชาชนอย่างน้อย 100 คนถูกหมีโจมตีนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปีที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา และมีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศพุ่งขึ้นเป็น 13 ราย โดยในจำนวนนี้ มีผู้เสียชีวิต 2 รายเกิดจากหมีสีน้ำตาล ซึ่งอาศัยอยู่ในฮอกไกโด ส่วนที่เหลืออีก 11 รายเกิดจากหมีดำเอเชียขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่พบในภูมิภาคโทโฮกุ

การโจมตีของหมีมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก่อนที่หมีจะจำศีล โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า อาจเป็นเพราะ “บีชนัท” แหล่งอาหารหลักของหมีดำเอเชียที่กำลังขุนเพื่อจำศีล มีจำนวนลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจทำให้สัตว์ที่หิวโหยอพยพเข้ามาอยู่ในเขตที่อยู่อาศัย

โคจิ ยามาซากิ ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โตเกียว กล่าวว่า “ญี่ปุ่นน่าจะเกิดเหตุการณ์หมีฆ่าคนมากที่สุดในโลก” เมื่อพิจารณาจากรายงานข่าว วิดีโอ และข้อมูลต่าง ๆ พบว่า รูปแบบการโจมตีของหมีอาจเป็นไปอย่างสุ่ม ต่อเนื่อง และรุนแรงกว่าการโจมตีของหมีในที่อื่น ๆ บางครั้งการโจมตีก็โหดร้ายราวกับในภาพยนตร์ ซึ่งการแกล้งตายไม่ใช่วิธีที่ใช้ได้ผล

บางครั้งหมีญี่ปุ่นก็สะกดรอยตามมนุษย์เป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน และเฝ้าโจมตีมนุษย์ด้วยความดุร้าย ซึ่งเป็นพฤติกรรมการล่าเหยื่อมากกว่าการป้องกันตัว ต่อสู้หนักขึ้นและยาวนานขึ้น พุ่งเข้าใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหลอกล่อน้อยลง

 

ในแต่ละครั้ง หมีไล่ล่ามนุษย์มากกว่าหนึ่งคนไม่ต่างจากหนังสยองขวัญ พนักงานส่งหนังสือพิมพ์ถูกลากตัวออกไประหว่างทาง นักท่องเที่ยวที่ตั้งแคมป์ถูกไล่ล่าอย่างเป็นระบบ นักเดินป่าถูกไล่ล่าจนออกจากเส้นทาง พวกเขาถูกไล่ล่าและถูกฆ่าทีละคน หมีฆ่ามนุษย์หลายคนในช่วงเวลาเพียงไม่นาน

ญี่ปุ่นเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับหมีไว้ตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งครอบคลุมหมีทุกประเภท ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นของฮอกไกโดมีบันทึกการโจมตีของหมีสีน้ำตาลตั้งแต่ปี 1962 ขณะที่สหรัฐไม่มีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว มีเพียงจากการรวบรวมข้อมูลจากรายงานข่าวเท่านั้น

นับตั้งแต่ปี 2008 มีคนเสียชีวิตจากการโดนหมีโจมตีประมาณ 3 ครั้งต่อปี ขณะที่ในสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 2 ครั้งต่อปี ดังนั้นชาวชีวิตจึงมีโอกาสถูกหมีฆ่าตายมากกว่าในสหรัฐถึง 4.2 เท่า

ในอเมริกาเหนือมีรายงานผู้เสียชีวิตจากหมีเฉลี่ยประมาณ 3.2 รายต่อปีนับตั้งแต่ปี 2008  ซึ่งมากกว่าญี่ปุ่นเล็กน้อยในช่วงเวลาเดียวกัน แต่นี่คือตัวเลขทั้งทวีป แสดงให้เห็นว่าชาวญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะถูกหมีฆ่าตายมากกว่าประชากรในอเมริกาเหนือถึง 3 เท่า

ปี 1964 เป็นปีที่มีหมีสีน้ำตาลโจมตีผู้คนในฮอกไกโดจนถึงแก่ชีวิตมากที่สุดถึง 5 ครั้งในปีเดียว ซึ่งนี่เป็นเพียงตัวแลกเฉพาะหมีสีน้ำตาลและเฉพาะในฮอกไกโดเท่านั้น 

สถิตินี้ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นในญี่ปุ่นมีมานานแล้ว และสถานการณ์ในญี่ปุ่นก็ผิดปรกติมาระยะหนึ่งแล้ว 

‘หมีญี่ปุ่น’ ฆ่าคนมากเป็นประวัติการณ์ บุกรุกเขตเมือง เพราะขาดอาหาร
หมีสีน้ําตาลเดินไปรอบ ๆ ย่านที่อยู่อาศัยในซัปโปโรเมืองหลวงของฮอกไกโด เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2019 รถในเบื้องหน้าขวาที่มีคนอยู่ข้างในอยู่ไม่ไกลจากหมี
เครดิตภาพ: Mainichi/Taichi Kaizuka

ญี่ปุ่นมีหมีเต็มประเทศ

ญี่ปุ่นมีหมีสีน้ำตาลอาศัยอยู่ในฮอกไกโดประมาณ 13,000 ตัว เจ้าหน้าที่ประเมินว่าจำนวนหมีที่แท้จริงอาจเกิน 20,000 ตัว นับว่ามีจำนวนหมีเยอะมากสำหรับเกาะเดียว ในทางกลับกัน อเมริกาเหนือมีหมีสีน้ำตาลประมาณ 55,000 ตัว รวมถึงประมาณ 2,000 ตัวในสหรัฐแผ่นดินใหญ่ และหมีดำเกือบ 1 ล้านตัว ขณะที่ญี่ปุ่นมีหมีดำประมาณ 50,000 ตัว พบบนเกาะฮอนชูและชิโกกุ

โทชิโอะ สึโบตะ ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาสัตว์ป่าและการแพทย์ มหาวิทยาลัยฮอกไกโด กล่าวว่า “ในแง่ของความหนาแน่น ถือว่าสูงมาก”

ตัวเลขคร่าว ๆ บ่งชี้ว่าอเมริกาเหนือมีหมีดำหนึ่งตัวต่อพื้นที่ 26 ตารางกิโลเมตร และญี่ปุ่นมีหมีดำหนึ่งตัวต่อพื้นที่ 7 ตารางกิโลเมตร แผนที่ที่เผยแพร่โดยรัฐบาล แสดงให้เห็นว่ามีการพบเห็นหมีล่าสุดภายในเขตเมือง และอยู่บนพื้นที่ทั่วภูเขา ซึ่งการพบเจอแต่ละครั้งอยู่ในเขตใกล้กันมากจนไม่อาจมองข้ามได้

ยามาซากิกล่าวว่า “ญี่ปุ่นน่าจะมีเหตุการณ์หมีโจมตีคนมากที่สุดในเอเชีย เนื่องจากญี่ปุ่นมีหมีหนาแน่นมากที่สุดแม้แต่ในกลุ่มประเทศเอเชีย”

วิถีชีวิตและถิ่นที่อยู่ของผู้คนก็อาจมีความสำคัญเช่นกัน ภูมิประเทศและพืชพรรณของญี่ปุ่นทำให้ประชากรมนุษย์และหมีอยู่ใกล้กันมากขึ้น ซึ่งส่งผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็ก และเกือบ 70% ปกคลุมด้วยป่าไม้ ผู้คนอาศัยอยู่บนที่ราบที่เหลือ ติดกับภูเขา ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างถิ่นที่อยู่ของหมีและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แทบจะทับซ้อนกัน ดังนั้นหมีจึงสามารถเดินเข้าไปในเขตที่อยู่อาศัยได้ง่าย” สึโบตะกล่าว

แฟรงค์ แวน มาเนน นักวิทยาศาสตร์กิตติคุณประจำสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐกล่าวว่า ระหว่างการทำงานภาคสนามในญี่ปุ่น เขารู้สึกประหลาดใจกับพื้นที่อยู่อาศัยระหว่างมนุษย์และหมี โดยเฉพาะหมีดำ ที่อยู่ไม่ห่างจากกันมากนัก

“หมีอาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาที่มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์ แต่ห่างไปไม่ไกลกลับเป็นเขตเมือง ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างหมีกับคนได้มาก” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม อัตราการเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์กับหมีผันผวนไปตามกาลเวลา ในปัจจุบันมนุษย์ไม่ค่อยการุณยฆาตหมี ทั้งที่การกำจัดหมีจะลดโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับหมี ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากหมีก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ช่วงระหว่างปี 1966-1990 รัฐบาลจังหวัดฮอกไกโดเริ่มโครงการสังหารหมีประจำปี ช่วงเวลานั้นจำนวนหมีลดลงมาก แต่หลังจากที่โครงการนี้สิ้นสุดลง รัฐก็หันมาการุณยฆาตเฉพาะหมีที่ก่อความรำคาญหรือเป็นอันตรายอย่างเห็นได้ชัด และหมีสีน้ำตาลก็เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ส่งผลให้คนโดนฆ่าหมีมากขึ้นเช่นกัน

ไม่มีใครทราบว่าญี่ปุ่นมีหมีอยู่กี่ตัวกันแน่ ซึ่งทำให้การจัดการกับหมีเหล่านี้ทำได้ยากขึ้น การประมาณการอย่างเป็นทางการสำหรับจำนวนหมีสีน้ำตาลในฮอกไกโดในปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 5,500-21,800 ตัว

“ปัญหาพื้นฐานคือญี่ปุ่นไม่เคยลงทุนหรือทุ่มเทความพยายามในการจัดการสัตว์ป่าอย่างจริงจัง จนถึงตอนนี้ เราก็ยังหาทางรอดมาได้ด้วยวิธีการนี้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว” ชินสุเกะ โคอิเกะ หัวหน้าเครือข่ายหมีญี่ปุ่นและศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยีโตเกียวกล่าว 

เขาเสริมว่าในสหรัฐ เจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ป่าในหลายรัฐจำเป็นต้องมีปริญญาด้านชีววิทยาหรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า หรือมีใบรับรองอย่างเป็นทางการ แต่ตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น ที่มีเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดเพียงประมาณ 5% เท่านั้นที่มีความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับสัตว์ป่า

 

หมีไม่ได้น่ารักอย่างที่คิด

คนที่อาศัยอยู่ใกล้หมีมักจะมองว่าหมีเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตราย หรือเป็นศัตรูที่เป็นอันตรายต่อวิถีชีวิตของพวกเขา และสนับสนุนให้ควบคุมจำนวนประชากรหมีมากกว่า แม้หลายฝ่ายจะไม่พอใจก็ตาม

“หากหมีตัวใดตัวหนึ่งถูกยิง ประชาชนจะโทรแจ้งทันที เพราะพวกเขามองหมีผ่านภาพลักษณ์คาวาอี้ ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้น ซึ่งการแบ่งขั้วทางความคิดนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในอนาคต” ยามาซากิ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โตเกียวกล่าว

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่หมีญี่ปุ่นจะก้าวร้าวกว่าหมีที่อื่น ๆ ในโลก เพราะมันอไม่ใช่สายพันธุ์ย่อยเดียวกับที่พบในอเมริกาเหนือ และนั่นอาจมีความสำคัญ ตามบทความใน Cowboy State Daily ของรัฐไวโอมิง ระบุว่า “หมีญี่ปุ่นก็เหมือนกับหมีไวโอมิงมาก แต่พวกมันดุร้ายกว่าและโจมตีผู้คนมากกว่า” โดยใช้ทฤษฎีทางพันธุกรรมที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างสมบูรณ์ มาอธิบายว่าเหตุใดหมีในญี่ปุ่นจึงอาจก้าวร้าวเป็นพิเศษ

พวกมันคือหมีดำเอเชีย ซึ่งวิวัฒนาการมาจากพื้นที่บนทวีปที่มีเสือไซบีเรียอาศัยอยู่ ดังนั้นพวกมันอาจพัฒนาสัญชาตญาณในการต่อสู้กับแมวใหญ่จนตาย ราวกับว่าพวกมันรู้ว่าตนเองไม่ใช่ผู้ล่าระดับสูงสุด และต้องเอาชนะเพื่อความอยู่รอด 

ขณะที่ หมีดำอเมริกันมักจะสร้างปัญหามากพอที่จะไล่ล่าภัยคุกคาม หรือไม่ก็ถอยหนี โดยแวน มาเนน ผู้ให้สัมภาษณ์บทความในหนังสือพิมพ์ Cowboy State Daily เกี่ยวกับหมีดำอเมริกาเหนือกล่าวว่า “พวกมันเชื่องมาก ไม่ก้าวร้าวเลย และมักจะถอยหนีจากอันตรายทุกประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ พวกมันปีนต้นไม้เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย ผมคิดว่านั่นอาจเป็นข้อแตกต่างระหว่างหมีดำเอเชียและหมีดำอเมริกัน และนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราพบเห็นการโจมตีและการเสียชีวิตจากมนุษย์มากขึ้น”  


ที่มา: BBCIndependentThe Asahi ShimbunThe Japan Times