อาหารเมดิเตอร์เรเนียนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในปี 2010 โดยมีประเทศกรีซ อิตาลี สเปน และโมร็อกโกร่วมเสนอขึ้นทะเบียน ไม่ใช่เพียงเพราะคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิต พิธีกรรม และความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน
"รศ. แมททิโอ วิญอลี" (Assoc. Prof. Matteo Vignoli) จากสถาบันอาหารแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยโบโลญญา (Future Food Institute, University of Bologna) ประเทศอิตาลี ร่วมเวที TechInno Forum 2025 ที่จัดโดยมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เน้นประเด็น "The Mediterranean Diet as an Edible Heritage: Reconnecting People, Planet, and Prosperity" โดยชี้ให้เห็นถึงการบริโภคอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนว่ากลายเป็นต้นแบบของอาหารเพื่อสุขภาพที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
สถาบันอาหารแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยโบโลญญา มุ่งมั่นพัฒนา "อัลกอริทึมของความยืนยาว" ผ่านการผสมผสานการศึกษา ชุมชน และนวัตกรรม ภายใต้แนวคิดนิเวศวิทยาแบบบูรณาการ (Integral Ecology) ที่รวมการฟื้นฟูโลก การดำเนินการทางการเมือง การฟื้นฟูเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และที่สำคัญที่สุด คือ การฟื้นฟูมนุษย์
อัลกอริทึมอายุความยืนยาว
"รศ. วิญอลี" กล่าวว่า การบริโภคอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนได้รับความสนใจอย่างมากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากงานวิจัยของนักโภชนาการชาวอเมริกันชื่อ Ancel Keys ซึ่งตั้งคำถามว่า ‘ทำอย่างไรจึงจะมีอายุยืนยาวขึ้น’ และพบว่าชาวเมดิเตอร์เรเนียนมีอัตราการเกิดโรคหัวใจต่ำ จึงนำไปสู่การศึกษาและเผยแพร่รูปแบบการกินที่เน้นผักสด ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และน้ำมันมะกอก
"อาหารเมดิเตอร์เรเนียนไม่ใช่แค่การกินน้ำมันมะกอกเท่านั้น แต่คือการได้อยู่ร่วมกันรอบโต๊ะอาหาร คือการเชื่อมโยงกับสิ่งรอบข้าง การมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การมีผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล"
การศึกษาพบว่าชุมชนในเขต "Blue Zones" โดยเฉพาะในเขตชิเลียทางตอนใต้ของอิตาลี มีประชากรที่มีอายุเกิน 100 ปีเป็นจำนวนมาก ชุมชนนี้เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 และมีรากฐานจากวิทยาศาสตร์และการดูแลสุขภาพที่ดีมานับพันปี
“เราไม่สามารถมีชีวิตที่แข็งแรงในโลกที่กำลังป่วยไข้ได้ สิ่งที่เคยเป็นสาธารณสมบัติ เช่น อาหาร น้ำ และอากาศ กลับถูกมองว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นสิ่งที่นำมาค้าขาย และนั่นกำลังสร้างปัญหาร้ายแรงให้กับโลก"
การกินที่ได้ 3 ประโยชน์
3 หลักการสำคัญของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน
1. ดีต่อสุขภาพ: ปัจจุบันการเสียชีวิต 7 ใน 10 ครั้งเกี่ยวข้องกับอาหารและวิถีชีวิต อาหารเมดิเตอร์เรเนียนอุดมไปด้วยอาหารจากพืชและน้ำมันมะกอก โดยใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ในระดับปานกลาง ซึ่งช่วยปรับปรุงสุขภาพและลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ
2. ดีต่อวิถีชีวิต: คำว่า "diet" มาจากภาษากรีก "diata" ซึ่งแปลว่า "วิถีชีวิต" ไม่ใช่แค่สิ่งที่เรากิน แนวคิดนี้เน้นการใช้ชีวิตร่วมกันรอบโต๊ะอาหาร การเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม การกินอาหารท้องถิ่นและตามฤดูกาล รวมถึงการแบ่งปันมื้ออาหารกับผู้อื่นซึ่งช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคม
3. ดีต่อโลก: อาหารจากพืช เช่น ธัญพืช พืชตระกูลถั่ว ผลไม้ และผัก ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและใช้น้ำน้อยกว่าเนื้อสัตว์และไข่มาก
ปรับใช้กับอาหารไทย
"รศ. วิญอลี" อธิบายว่า หลักการเหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้กับอาหารทุกวัฒนธรรม รวมถึงอาหารไทยที่มีความคล้ายคลึงในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและความสำคัญของผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล โดยเสนอแนวทาง 6 ข้อ
- สร้างความเข้มแข็งให้ระบบอาหารท้องถิ่น - สนับสนุนตลาดเกษตรกรและสหกรณ์ท้องถิ่น
- เน้นส่วนผสมจากพืช - ลดการพึ่งพาเนื้อสัตว์เป็นหลัก
- ส่งเสริมความเป็นมิตรและการแบ่งปันวัฒนธรรม - อาหารคือวัฒนธรรมและการเสริมสร้างความผูกพันทางสังคม
- ใช้แนวทางปฏิบัติด้านการฟื้นฟูหมุนเวียน - ลดของเสียและใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่
- รักษาความรู้จากบรรพบุรุษ - ใช้ความรู้ดั้งเดิมในการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ
- ลดขยะอาหาร - ใช้วิธีถนอมอาหาร เช่น การหมัก การดอง เพื่อยืดอายุผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล
กระบวนทัศน์ Planet-Centered Innovation
"รศ. วิญอลี" เสนอการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่า ต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นที่ตลาดซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ในอดีต มาสู่การมุ่งเน้นที่มนุษย์ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ปัจจุบัน ไปสู่การมุ่งเน้นที่โลก แนวทางนี้เรียกว่า "Prosperity Thinking" ซึ่งค้นหานวัตกรรมใน "Green Zone" พื้นที่ที่สมดุลระหว่างฐานรากทางสังคม (สิ่งที่มนุษย์ต้องการ) และขีดจำกัดของโลก (ทรัพยากรที่เราไม่ควรใช้เกิน)
นอกจากนี้ ความสำคัญของการคิดเชิงระบบ (Systemic Thinking) ที่ต้องคำนึงถึงทุกระดับ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ ระบบบริการ ไปจนถึงระดับสังคมและนโยบายของรัฐ เพราะในฐานะพลเมืองกำลังเป็นผู้จ่ายต้นทุนของการปฏิบัติที่ไม่ยั่งยืน
"นี่ไม่ใช่กลยุทธ์การหลบหนีที่ดี หรือการใช้โลกนี้จนหมดแล้วไปลองหาสิ่งใหม่ๆ บนดาวอังคาร นี่ไม่ใช่ทิศทางที่เราเชื่อว่าถูกต้อง แต่เราต้องทำให้โลกของเราเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อสนับสนุนชีวิตที่มีสุขภาพดี"
สะท้อนถึงแนวคิด "Care Economy" ที่เน้นว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่แท้จริงต้องเชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ สุขภาพ และความยั่งยืนของโลก โดยมีอาหารเป็นจุดเชื่อมที่สำคัญระหว่างผู้คน วัฒนธรรม และโลกที่เราอาศัยอยู่
ผู้เขียน: ศุภชัย วงษ์โนนงิ้ว นักศึกษาฝึกงาน กรุงเทพธุรกิจ





