วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

รับมือฤดู PM2.5 รัฐ–เอกชนรวมพลัง โปรสู้ฝุ่น Green List Plus คุมมลพิษเข้มข้น

รับมือฤดู PM2.5 รัฐ–เอกชนรวมพลัง โปรสู้ฝุ่น Green List Plus คุมมลพิษเข้มข้น

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ช่วงปลายปี ผ่านโครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5” ซึ่งมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่างๆ และกระตุ้นความร่วมมือจากภาคธุรกิจด้วยมาตรการจูงใจ

วาระแห่งชาติ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ว่าการแก้ปัญหาฝุ่นครั้งนี้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เนื่องจากนโยบายจากภาครัฐส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ

"ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพอากาศของประเทศ และมอบหมายให้ผม การดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนภาพใหญ่ของรัฐบาลในการควบคุมและลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากฝุ่นละอองสามารถแพร่กระจายตามกระแสลม ข้ามจังหวัดหรือแม้แต่ข้ามพรมแดนได้ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ควบคู่กันไป"

รับมือฤดู PM2.5 รัฐ–เอกชนรวมพลัง โปรสู้ฝุ่น Green List Plus คุมมลพิษเข้มข้น

แก้ไขการเผาทางการเกษตร

นายสุชาติ บอกว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ได้ลงพื้นที่ประสานงานกับจังหวัดปริมณฑล เพื่อร่วมกันหามาตรการช่วยเหลือและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ให้ความรู้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาและชาวไร่อ้อย เพื่อส่งเสริมแนวทางการจัดการตอซังและเศษวัสดุทางการเกษตรโดยไม่พึ่งการเผา

“ไม่ได้มุ่งกล่าวโทษเกษตรกรว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา แต่ต้องเข้าไปช่วยแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากการเผามักเกิดจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นหากไม่เผา รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานตัดอ้อยจากประเทศเพื่อนบ้านอันเป็นผลมาจากการปิดพรมแดนในช่วงที่ผ่านมา”

ในส่วนของปัญหาฝุ่นข้ามแดน รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข โดยเฉพาะการเผาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดฝุ่นขนาดเล็กที่ส่งผลต่อคุณภาพอากาศในไทย ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เคยมีแนวคิดในการหลีกเลี่ยงการรับซื้อข้าวโพดที่เกิดจากการเผา เพื่อเป็นการร่วมมือกันลดการปล่อยมลพิษและบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

รับมือฤดู PM2.5 รัฐ–เอกชนรวมพลัง โปรสู้ฝุ่น Green List Plus คุมมลพิษเข้มข้น

ประชุมร่วมผู้ว่าราชการจังหวัด

นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า จะมีการประสานการทำงานกับกลุ่มจังหวัดรอบปริมณฑล โดยจะมีการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ เพื่อขอความร่วมมือและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล โดยเน้นให้ทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก ก่อนเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง พร้อมย้ำว่าทุกจังหวัดต้องตื่นตัวและให้ความสำคัญต่อประเด็นสุขภาพของประชาชนอย่างจริงจัง

กฎหมายเข้ม-ร่วมมือรอบด้าน-ปกป้องสุขภาพ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมี 2 ฤดู คือฤดูฝนและฤดูฝุ่น ตอนนี้ฤดูฝนเรื่องของน้ำท่วมผ่านไปแล้ว กำลังจะเข้าสู่ฤดูฝุ่น ปัจจัยหลักๆ ที่ก่อให้เกิดฝุ่นก็คือ เรื่องรถยนต์ ซึ่งมีการใช้เครื่องยนต์ดีเซล การเผาชีวมวลจากพื้นที่รอบข้าง รวมถึงสภาพอากาศที่จะมาในช่วงปลายปีนี้

“จากการที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมมลพิษในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี วันนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ได้มาร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ Green List Plus โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 รวมทั้งมาตรการอื่นๆ เพื่อลดและขจัดมลพิษในกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้จัดกลุ่มมาตรการเป็น 4-3-3 คือ 4 กฎหมายเข้ม 3 ร่วมมือรอบด้าน และ 3 ปกป้องสุขภาพประชาชน รวมเป็น 10 มาตรการ

10 มาตรการ ลดฝุ่น

1. โครงการรถคันนี้ลดฝุ่น เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนต่อเนื่องปีที่ 3 ซึ่งวันนี้ได้พัฒนาเป็น Green List Plus สำหรับรถ 4 ล้อ ให้นำรถมาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศ ณ ศูนย์บริการที่เข้าร่วม อาทิ ค่ายรถยนต์ ฮอนด้า โตโยต้า อีซูซุ ฟอร์ด นิสสัน ซูซูกิ มาสด้า มิตซูบิชิ ฮีโน่ สถานีจำหน่ายน้ำมัน ปตท. บางจาก เซลล์ พีที ศูนย์บริการบีควิก และบริษัทอื่นๆ เพื่อรับส่วนลดค่าแรง ค่าอะไหล่ หรือตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

โดยตั้งเป้าหมายไว้ 500,000 คัน พร้อมทั้งลงทะเบียน Green List Plus เพื่อรับใบรับรองบัญชีสีเขียว สำหรับรถ 4 ล้อ และนำไปรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากเดอะมอลล์ กรุ๊ป, เซ็นทรัลพัฒนา, ซีพีแอ็กซ์ตร้า BTS, AIS หรือบริษัทอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการ เช่น เพิ่มชั่วโมงจอดรถฟรี หรือรับ Gift Voucher เป็นต้น

2. มาตรการเขตมลพิษต่ำ (LEZ) จากเดิมห้ามรถตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป วิ่งเข้าพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก เป็นห้ามวิ่งเข้าพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต ยกเว้นรถที่ลงทะเบียนบัญชีสีเขียว (Green List) ซึ่งได้เปิดลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://lez.bangkok.go.th ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา มีรถ 6 ล้อขึ้นไป ลงทะเบียนแล้วกว่า 4,600 คัน

3. มาตรฐานค่าควันดำ จากเดิมไม่เกินร้อยละ 30 เป็นไม่เกินร้อยละ 20 ต้องขอบคุณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ช่วยผลักดันกฎหมายจนสำเร็จลุล่วงและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป แต่ยังมีกฎกระทรวงอีกฉบับที่ต้องร่วมกันผลักดันต่อไป เพื่อลดระยะเวลารถที่ปล่อยควันดำเกินมาตรฐานออกมาวิ่งใช้งาน

4. สถานที่ก่อสร้าง โรงงาน และสถานประกอบการ รถที่ใช้งานทุกคันจะต้องมีค่าควันดำไม่เกินมาตรฐาน และลงทะเบียนบัญชีสีเขียวกับกรุงเทพมหานคร

5. ติดตั้งระบบ CEMs ในโรงงานที่มีหม้อไอน้ำ (Boiler) และแก้ไขค่ามาตรฐาน NOx SO2 และ TSP ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกร่างกฎหมาย

6. ลดการเผาทางการเกษตรของจังหวัดโดยรอบกรุงเทพมหานคร โดยใช้กลไกเขตควบคุมมลพิษในการทำข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เริ่มหารือกับจังหวัดนครนายกแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

7. ยกระดับการแจ้งเตือนค่าฝุ่น ผ่าน Cell Broadcast อยู่ระหว่างหารือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พัฒนาระบบการพยากรณ์สถานการณ์ฝุ่นล่วงหน้า 3-7 วัน และให้ประชาชนแจ้งปัญหาเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ผ่าน Traffy Fondue รวมทั้งการติดตั้ง Super Station Real Time เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่น PM2.5 แบบเรียลไทม์

8. จัดทำห้องปลอดฝุ่น ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวันเรียนและระดับชั้นอนุบาล 1-3 ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครให้ครบทุกห้อง

9. Work From Home ในปีนี้เรามีเป้าหมายคนเข้าร่วม 300,000 คน จึงขอเชิญชวนลงทะเบียนเข้าร่วมเป็นเครือข่าย Work From Home ซึ่งเราจัดทำแนวทางไว้ 2 รูปแบบคือ เมื่อกรุงเทพมหานครประกาศขอความร่วมมือ และ Work From Home ต่อเนื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ตลอดเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2569

10. ปลูกต้นไม้ล้านต้น เพื่อเป็นแนวกำแพงในการกรองฝุ่น โดยเฉพาะในพื้นที่โซนตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งตอนนี้มีประชาชนลงทะเบียนปลูกต้นไม้แล้วกว่า 2.2 ล้านต้น