วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศเพื่อผู้ยากไร้ สร้างรากฐานยั่งยืนสังคมไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศเพื่อผู้ยากไร้ สร้างรากฐานยั่งยืนสังคมไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระผู้ทรงสร้างรากฐานแห่งความยั่งยืนให้กับสังคมไทย ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่มุ่งเน้นการพัฒนา “คน” ควบคู่กับ “สิ่งแวดล้อม” และ “วัฒนธรรม” พระราชกรณียกิจของพระองค์สะท้อนถึงความเมตตาอันยิ่งใหญ่และการอุทิศพระองค์เพื่อผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และความอยู่ดีมีสุขของประชาชนทุกหมู่เหล่า

“กรุงเทพธุรกิจ" ขอรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการของ พระพันปีหลวง ซึ่งทรงเป็นรากฐานแห่งการพัฒนาไทยอย่างแท้จริง

ภารกิจสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เพื่อสังคมมีหลากหลายด้าน ได้แก่ การส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎร โดยเฉพาะผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาสและผู้ประสบภัยผ่านสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและป่าไม้ผ่านโครงการต่างๆ และการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชน

ส่งเสริมอาชีพ-ศิลปวัฒนธรรมไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงเล็งเห็นว่าความยากจนเป็นรากเหง้าของปัญหาสังคม และการสร้างอาชีพที่มั่นคงคือทางออกที่ยั่งยืน พระองค์จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อเปิดโอกาสให้ราษฎรในชนบท โดยเฉพาะสตรี มีรายได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย ปักผ้า เครื่องเงิน และหัตถกรรมพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ พระราชดำริ “ศิลปาชีพ” ได้กลายเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

โครงการศิลปาชีพยังช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาหัตถกรรมโบราณ เช่น ผ้าไหมยกทองจากสุรินทร์ ผ้าฝ้ายทอมือล้านนา ผ้าปักม้ง และงานจักสานภาคใต้ ทำให้ศิลปะพื้นบ้านไทยไม่เพียงคงอยู่ แต่ยังพัฒนาเป็นสินค้าเชิงวัฒนธรรมที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนและประเทศชาติ

อนุรักษ์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ

พระองค์ทรงตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติและป่าไม้ในฐานะรากฐานของชีวิต ทรงริเริ่มโครงการป่ารักน้ำ และโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อฟื้นฟูผืนป่าที่ถูกทำลาย และส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูล ทรงพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามแนวพระราชดำริหลายแห่ง เพื่อให้ราษฎรได้เรียนรู้การทำเกษตรแบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

พระองค์ยังทรงเป็นผู้นำในการผลักดันให้ประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในป่าชายเลน พื้นที่ภูเขา และแหล่งน้ำธรรมชาติ ทรงสนับสนุนงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการเพาะพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อคืนสมดุลให้กับระบบนิเวศไทย

ครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์ เสด็จเยือนบ้านถ้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ได้มีพระราชดำรัสแก่ราษฎรว่า

"พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า"

พระราชดำรัสนี้สะท้อนถึงพระราชวิสัยทัศน์อันลึกซึ้งด้าน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยทรงเปรียบ “น้ำ” และ “ป่า” ว่าเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกันอย่างแยกไม่ออก หากไม่มีป่า น้ำก็ไม่เกิด และหากไม่มีน้ำ ป่าก็อยู่ไม่ได้ จึงถือเป็นพระราชดำรัสสำคัญที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโครงการอนุรักษ์ป่าและต้นน้ำทั่วประเทศต่อมา

ส่งเสริมสุขภาพและสวัสดิการประชาชน

ในด้านสุขภาพอนามัย พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการรักษาโรคของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยทรงตั้งหน่วยแพทย์พระราชทาน และส่งเสริมการพัฒนาสาธารณสุขระดับชุมชน เช่น การดูแลหญิงตั้งครรภ์ การให้วัคซีนเด็ก และการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของแม่และเด็ก นอกจากนี้ยังทรงอุปถัมภ์โครงการเกี่ยวกับผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม
พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาสและผู้ประสบภัย

อีกหนึ่ง พระราชกรณียกิจพระพันปีหลวง ที่โดดเด่นคือการทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของมูลนิธิสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ  ซึ่งมุ่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพิบัติภัยธรรมชาติ เด็กกำพร้า ผู้สูงอายุ และผู้พิการ พระองค์เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลด้วยพระองค์เอง ทรงพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์ยังชีพแก่ผู้ประสบภัยทุกครั้ง พร้อมพระราชดำรัสให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง

พระราชปณิธานแห่งความยั่งยืน

พระราชกรณียกิจทั้งหมดของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ มีหัวใจเดียวกัน คือ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่เชื่อมโยงคนกับธรรมชาติ และเศรษฐกิจเข้ากับวัฒนธรรม พระองค์ทรงสร้างแบบอย่างให้เห็นว่าการพัฒนาไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่เคารพสิ่งแวดล้อม และไม่ฟังเสียงของชุมชน

มรดกทางความคิดและการกระทำของพระองค์ยังคงส่องแสงนำทางให้กับสังคมไทยให้เรารู้คุณค่าของงานฝีมือพื้นบ้าน ให้เห็นคุณค่าของผืนป่าและแหล่งน้ำ และให้ตระหนักว่าการพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงมิได้เป็นเพียง “ความดี” ที่จารึกในประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นรากฐานสำคัญของแนวคิด “ประเทศไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งคนรุ่นหลังควรสานต่อด้วยความภาคภูมิใจ