วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

‘ปะการัง’ เข้าสู่จุดพลิกผัน ฟอกขาวต่อเนื่อง รอวันแห้งตาย หากลดโลกร้อนไม่ได้

‘ปะการัง’ เข้าสู่จุดพลิกผัน ฟอกขาวต่อเนื่อง รอวันแห้งตาย หากลดโลกร้อนไม่ได้

แนวปะการังทั่วโลกได้รับผลกระทบจาก “ภาวะโลกร้อน” มาหลายปีแล้ว เกิดเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกำลังเผชิญกับภาวะเสื่อมโทรมในระยะยาว

นักวิจัยจากสถาบันโกลบอลซิสเต็มส์ มหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ เผยแพร่รายงาน Global Tipping Points ฉบับที่สอง ซึ่งศึกษากระบวนการพื้นฐานที่ค้ำจุนสิ่งมีชีวิตบนโลกว่าเสียหายระดับใด รายงานระบุว่า แนวปะการังทั่วโลกเป็นระบบสิ่งแวดล้อมแห่งแรกบนโลกที่ผ่าน “จุดผลิกผัน” ของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จุดผลิกผัน” ถือเป็นเกณฑ์สำคัญในระบบภูมิอากาศของโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจนำไปสู่ผลกระทบที่สำคัญและมักจะไม่สามารถย้อนกลับได้ ผู้เขียนรายงานกล่าว

สตีฟ สมิธ นักวิจัยจากสถาบันโกลบอลซิสเต็มส์ และหนึ่งในผู้เขียนร่วมของรายงาน บอกกับ CBS News ว่า “จุดผลิกผันคือจุดที่การเปลี่ยนแปลงกลายเป็นตัวขับเคลื่อนตัวเอง คล้ายกับการเปลี่ยนแปลงที่เร่งตัวเอง”

ทิม เลนตัน ผู้อำนวยการสถาบันโกลบอลซิสเต็มส์และหัวหน้าผู้เขียนรายงานฉบับนี้ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เขาหวังว่าผลการวิจัยของทีมวิจัยจะได้รับการบรรจุไว้ในวาระการประชุม COP30 ที่จะเกิดขึ้นที่บราซิล

“ระบบโลกหลายระบบกำลังเข้าใกล้จุดพลิกผันอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงโลกของเรา และจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทั้งมนุษย์และธรรมชาติ สิ่งนี้ต้องการการดำเนินการอย่างเร่งด่วนและไม่เคยมีมาก่อนจากผู้นำใน COP30 และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก” เลนตันระบุ

ความตกลงปารีส” ปี 2015 กำหนดไม่ให้โลกมีอุณหภูมิสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมไม่เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า ประเทศต่าง ๆ กลับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึงเป้าหมายที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายอุณหภูมิดังกล่าว 

สหประชาชาติประกาศว่า ในปี 2023 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) รายงานว่าอุณหภูมิได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 องศาเซลเซียส เหนือค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมภายในปี 2024 

อุณหภูมิมหาสมุทรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวปะการังถูกทำลาย ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากแนวปะการังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำประมาณหนึ่งในสี่ และยังช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนราว 1,000 ล้านคน ดังนั้นการเสื่อมโทรมของแนวปะการังจึงเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจพอ ๆ กับภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม

รายงานชี้ให้เห็นถึงแนวปะการังในทะเลแคริบเบียนอยู่ในสถานะใกล้จะพังทลายเต็มที เนื่องจากคลื่นความร้อนทางทะเล จนผลักดันให้เกิดการระบาดของโรคต่าง ๆ และมีความหลากหลายทางชีวภาพต่ำ 

นักวิทยาศาสตร์ได้ระบุว่า จุดพลิกผันของแนวปะการังเริ่มต้นเมื่อภาวะโลกร้อนสูงถึงประมาณ 1.2 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียสปะการังจะตายระหว่าง 70-90% โดยสมิธกล่าวว่าในตอนนี้โลกของเรากำลังอยู่ในช่วงกลางของการล่มสลายของแนวปะการังทั่วโลก

การตายของแนวปะการังมักเกิดจาก “การฟอกขาว” เมื่อความเครียดจากความร้อนทำให้ปะการังกำจัดสาหร่ายสีสันสดใสที่หล่อเลี้ยงแนวปะการัง และในที่สุดก็กลายเป็นสีซีดจางและอ่อนแอลง หากความเครียดยังคงอยู่และการฟอกขาวรุนแรงหรือยาวนาน ปะการังอาจตายลงอย่างสมบูรณ์

โครงการริเริ่มแนวปะการังนานาชาติประกาศเมื่อเดือนเมษายนว่า แนวปะการังทั่วโลกประมาณ 84% ในกว่า 80 ประเทศอยู่ภายใต้ภาวะเครียดจากความร้อน และระบุว่าเหตุการณ์ฟอกขาวครั้งใหญ่ครั้งนี้ “รุนแรงและกว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา”

สมิธคาดว่าปะการังกลุ่มเล็ก ๆ จะอยู่รอด และทุกคนควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ปะการังเหล่านี้ควบคู่ไปกับการลดภาวะโลกร้อนให้ได้มากที่สุด และรีบทำให้อุณหภูมิกลับมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัย (สูงไม่เกิน 1-1.2 องศาเซลเซียส จากยุคอุตสาหกรรม) ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะหากทำไม่ได้เราจะไม่สามารถรักษาแนวปะการังน้ำอุ่นไว้ได้อีกเลย

“เรากำลังอยู่ในความเป็นจริงใหม่ เราสามารถพูดได้ว่าเราได้ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญประการแรกด้านสภาพภูมิอากาศแล้ว ซึ่งก็คือแนวปะการัง และแน่นอนว่าเราจะต้องพยายามลดความเสียหายลง ดังที่เรากล่าว ยิ่งเราสามารถลดคาร์บอนและนำก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น” เขากล่าว

นอกจากแนวปะการังแล้ว รายงานยังกล่าวว่าระบบสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ กำลังใกล้จะถึงจุดเปลี่ยนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นป่าฝนแอมะซอน กระแสน้ำในมหาสมุทรที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบสภาพอากาศ รวมถึงธารน้ำแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกฝั่งตะวันตกและแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ ที่กำลังละลายและปล่อยน้ำจืดปริมาณเทียบเท่ากับน้ำตกไนแอการา 3 แห่งลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือทุกชั่วโมง ซึ่งใกล้จะถึงจุดวิกฤติอย่างน่าหวาดหวั่น

“เรากำลังแข่งกับเวลา เราต้องเปลี่ยนแปลงพื้นฐานด้านพลังงานทั้งหมดของสังคมภายในหนึ่งชั่วอายุคน เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และมุ่งสู่อนาคตที่สะอาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงจุดเปลี่ยนเหล่านี้ที่ไกลเกินแนวปะการัง และผลกระทบร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น” สมิธกล่าว

รายงานระบุว่ามีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการเปลี่ยนไปสู่พลังงานหมุนเวียน โดยเน้นย้ำถึง “จุดเปลี่ยนเชิงบวก” ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างหนึ่งที่สมิธยกให้เป็น “เรื่องน่าทึ่ง” อย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะเน้นย้ำว่ายังต้องดำเนินการอีกมากอย่างเร่งด่วนเพื่อนำโลกกลับคืนสู่เส้นทางเดิม

“การรับฟังความคิดเห็นของผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูงของเราจะเป็นสิ่งสำคัญ” สมิธกล่าว “เพราะสิ่งที่คนทั่วไปมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงแต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงแต่มีโอกาสเกิดขึ้นสูง หากเราไม่ลงมือทำอะไรในตอนนี้”

รายงานฉบับนี้ออกมาเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่รัฐบาลต่าง ๆ จะประชุมกันที่บราซิลเพื่อเข้าร่วมการประชุม COP30 ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีด้านสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ ปีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ควรกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในทศวรรษหน้า



ที่มา: ABCCBSCNNThe Guardian