วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ESG Symposium 2025 เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน รวมพลัง สู้หลายวิกฤติที่ถาโถม

ESG Symposium 2025 เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน รวมพลัง สู้หลายวิกฤติที่ถาโถม

ท่ามกลางความท้าทายของโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน ทั้งวิกฤติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่ถาโถมพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ ESG Symposium 2025 กลับมาพร้อมภารกิจสร้างพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

งาน ESG Symposium 2025 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Green Breakthrough amid the Perfect Storm – เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน" ตอกย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจสีเขียว ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของสังคมไทย พร้อมชูแนวทางการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ที่สามารถ "แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง" โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ เพื่อเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

ESG Symposium 2025 เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน รวมพลัง สู้หลายวิกฤติที่ถาโถม

เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ESG Symposium ปีนี้เน้น 3 วาระสำคัญ ได้แก่ 1. การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) 2. การยกระดับ SMEs สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำครบวงจรและเป็นธรรม (Just Transition for SMEs) และ 3. การเตรียมพร้อมรับมือโลกรวน (Climate Adaptation) เพื่อเสริมขีดความสามารถแข่งขันระดับสากล รับมือความผันผวนทั้งโลกรวน และเศรษฐกิจโลกอย่างทันท่วงที

"ถ้าดูจากภาพรวมที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าประเทศไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) สูงถึงกว่า 10% แต่ลดลงเหลือ 7% เหลือ 5% และปัจจุบันเหลือเพียง 2% เท่านั้น เพราะเราขาดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (Economic Engine)"

การที่จะพัฒนา GDP ให้เพิ่มขึ้นได้ ธรรมศักดิ์ บอกว่า ต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เป็นฐานสำคัญ เพราะเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Data Center, AI หรืออุตสาหกรรมสีเขียว ล้วนต้องใช้ "พลังงานสะอาด" เป็นหัวใจ และสิ่งที่สำคัญคือการเปิดสิทธิ์การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access - TPA) เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างเป็นธรรม เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ "เจตจำนงและกฎหมาย" ที่เราต้องเร่งผลักดัน

"ในมุมของ SCG เราตั้งใจจะเดินให้เห็น (walk the talk) ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานทำได้จริง เราใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Deep Tech, AI และพลังงานสะอาด ตั้งแต่โซลาร์ ไปจนถึงระบบกักเก็บพลังงานประสิทธิภาพสูง (High-Efficiency Heat Storage) ที่เราพัฒนาเอง เพื่อพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมสีเขียวสามารถสร้างกำไรและเติบโตอย่างยั่งยืนได้จริง"

นอกจากนั้น SCG ยังให้ความสำคัญกับ AI และ Robotics ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย และผลักดันให้ SMEs ปรับตัวสู่ Net Zero ผ่านโครงการ Net Zero Accelerator Program ที่ให้ความรู้เรื่อง Carbon Footprint และการจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมกับโครงการ Go Together ที่เราเปิดบ้านให้เรียนรู้จากของจริง ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโซลาร์ การใช้ AI หรือการปรับระบบอัตโนมัติในโรงงาน เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปต่อยอดได้

ธรรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นคือเรื่อง Climate Adaptation หรือการปรับตัวรับมือโลกรวน ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว อีกตั้ง 25 ปีกว่าจะเห็นผล แต่ถ้าเราไม่เริ่มวันนี้ โครงการเหล่านี้ไม่มีทางสำเร็จใน 10 ปีแน่นอน และหากถึงเวลานั้น กรุงเทพฯ หรือพื้นที่เศรษฐกิจหลักจมน้ำ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่เราสร้างไว้ก็อาจพังทลายหมด

"เราจึงอยากใช้เวที ESG Symposium แห่งนี้ เป็นพื้นที่ร่วมมือกันระดมความคิด ระหว่างภาครัฐ เอกชน และสังคม เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านและการปรับตัวอย่างแท้จริง ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่มาร่วมมือกัน เพราะอนาคตที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราลุกขึ้นมาทำไปด้วยกัน"

ESG Symposium 2025 เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน รวมพลัง สู้หลายวิกฤติที่ถาโถม

ระเบิดสองลูกคุกคามไทย

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพียง 10-15% เท่านั้น ในขณะที่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 กำหนดให้ต้องผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้ได้ถึง 74%

การขาดแคลนพลังงานสะอาดในระบบกำลังสร้าง "ระเบิดสองลูก" ที่คุกคามเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย

  • ลูกที่ 1 : ภาคส่งออกกำลังได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM)
  • ลูกที่ 2 : กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่ม RE100 (กลุ่มบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2030) อาจลดหรือย้ายฐานการลงทุน หากไทยไม่สามารถจัดสรรไฟฟ้า พลังงานสะอาด ให้เพียงพอ

"สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการไม่ใช่แค่ไฟฟ้าที่สะอาด แต่ต้องเป็นไฟฟ้าที่เสถียรด้วย ดังนั้น หากภาครัฐยังไม่เร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันยังต้องการรักษาฐานธุรกิจศูนย์ข้อมูลไว้ ก็เท่ากับว่ามีความเสี่ยงสูงที่ภาคอุตสาหกรรมจะหันกลับไปใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยิ่งทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นในระยะยาว"

ดร.อารีพร กล่าวด้วยว่า การที่ภาครัฐยังไม่เร่งเปิด Third Party Access หรือการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจสีเขียว อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในสังคมด้วย เพราะประเทศไทยมีตำแหน่งงานสีน้ำตาล สูงถึง 11 ล้านตำแหน่ง ขณะที่งานสีเขียว หรืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดเติบโตขึ้นเพียง 1% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา สวนทางกับแนวโน้มของยุโรปที่สามารถสร้างงานสีเขียวใหม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

"หากภาครัฐยังไม่เร่งสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างงานสีเขียว ไม่เพียงแต่อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะในทุกระดับการศึกษา งานสีเขียวให้รายได้สูงกว่างานสีน้ำตาลอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดของประเทศในยุคโลกรวน"

ESG Symposium 2025 เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน รวมพลัง สู้หลายวิกฤติที่ถาโถม

ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์

ดร.อารีพร กล่าวถึง ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย ที่ TDRI และ SCG เห็นพ้องต้องกันแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ได้แก่

  • ระยะสั้น : ภาครัฐควรเร่งปรับโครงสร้างค่าไฟให้สะท้อนต้นทุนจริง เปิดสิทธิ์เชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า (TPA) ด้วยค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม และจัดตั้ง "ช่องทางด่วนสีเขียว" สำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อพลังงานสะอาด
  • ระยะกลาง : จัดทำ "แผนพลังงานชาติ" ที่บูรณาการทุกหน่วยงาน ร่วมกำหนดเป้าหมายเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้
  • ระยะยาว : ให้ทุกนโยบายพลังงานสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระยะยาว (NDC 3.0) เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคอุตสาหกรรมต่างต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ การเปิด Third Party Access ดังนั้น TDRI ได้เสนอขั้นตอนดำเนินการในแต่ละเฟส ดังนี้

  • เฟสที่ 1 (ภายในปี 2030) เปิด Third Party Access สำหรับภาคส่งออก และภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งรวมกันใช้ไฟฟ้ากว่า 40% ของทั้งประเทศ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ
  • เฟสที่ 2 (ภายในปี 2037) ขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายตามร่างแผน PDP 2024 ที่กำหนดให้พลังงานสะอาดผลิตไฟฟ้าได้ 51%
  • เฟสที่ 3 (ภายในปี 2050) เปิด Third Party Access ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้ได้ถึง 74%

นอกจากนี้ เรื่องเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งสามารถให้ไฟฟ้าที่สะอาดและเสถียร โดยมีต้นทุนไม่แพง อย่างไรก็ตาม การนำ SMR มาใช้ในประเทศไทยนั้นต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่คือ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย กับภาคประชาชน

ESG Symposium 2025 เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน รวมพลัง สู้หลายวิกฤติที่ถาโถม

หาทางออกเพื่อคนตัวเล็ก 3 ล้านราย

ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เผยถึงโครงสร้าง SME ที่แท้จริงว่า ประกอบด้วยผู้ประกอบการรายย่อย (MSME) มากกว่า 3 ล้านราย โดยแบ่งเป็น Micro จำนวน 2.75 ล้านราย (84.5%) และ Small อีก 420,000 ราย (13%)

"ความท้าทายหลัก คือ ผู้ประกอบการกลุ่ม Micro และ Small ส่วนใหญ่ (รวมกันกว่า 3.1 ล้านราย) ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและมาตรการช่วยเหลือของรัฐได้ สาเหตุหลักมาจากการที่สถาบันการเงินต้องบริหารความเสี่ยงภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีความพร้อม เช่น ไม่มีการจัดทำบัญชีหรืองบการเงินถูกปฏิเสธ"

ดร.ณพพงศ์ เน้นย้ำว่า มาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) มักจะถูกปล่อยผ่านกลไกธนาคาร ซึ่งจะไปถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีความพร้อมเท่านั้น ดังนั้น ต้องมีการตั้งกลไกการเงินที่ไม่ผ่านระบบธนาคาร โดยอาจใช้รูปแบบกองทุนที่สามารถให้กู้ได้แม้ผู้ประกอบการจะเป็น NPL แต่ต้องถอดผู้แทนธนาคารออกจากการพิจารณา

"ปัจจุบัน ผู้ประกอบการกลุ่มไมโครต้องพึ่งพานาโนและพิโกไฟแนนซ์ ซึ่งมีดอกเบี้ยสูงถึง 30% ต่อปี ในขณะที่ Soft Loan เสนอดอกเบี้ยเพียง 3-5% หากยังปล่อยให้คนกลุ่มนี้แบกรับต้นทุนสูง เศรษฐกิจไทยจะยังคงติดหล่ม"

ทั้งนี้ SCG จะจัดทำข้อสรุปทั้งหมดออกมาเป็น White Paper เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ เพื่อผลักดันให้เกิดการดำเนินการเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วนต่อไป การตัดสินใจของภาครัฐในเรื่อง Third Party Access และการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยอย่างตรงจุด จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างแท้จริง

ESG Symposium 2025 เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน รวมพลัง สู้หลายวิกฤติที่ถาโถม