วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

'ไทยยูเนี่ยน' ชี้ธุรกิจโลกไร้กติกา ซัพพลายเชนต้องยืดหยุ่น–สร้างตลาดใหม่

'ไทยยูเนี่ยน' ชี้ธุรกิจโลกไร้กติกา ซัพพลายเชนต้องยืดหยุ่น–สร้างตลาดใหม่

"ไทยยูเนี่ยน" ย้ำบทเรียนโลกยุคใหม่ “กติกาไม่แน่นอน–ความเสี่ยงคาดไม่ถึง” ชี้ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการต่อรองทางการค้า พร้อมเดินหน้าปรับองค์กรให้เรียบง่าย ยืดหยุ่น และแข่งขันได้ในทุกสถานการณ์ พร้อมเร่งหาตลาดใหม่ผ่าน FTA และสร้างบุคลากร–เทคโนโลยีเพื่อรองรับอนาคต

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวบรรยายหัวข้อ “ปรับแนวคิด พลิกธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนโลก” ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) เวที TSCN Business Partner Conference 2025 ว่า การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความท้าทายใหม่ให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

สำหรับไทยยูเนี่ยน ซึ่งมีรายได้กว่า 90% มาจากต่างประเทศ และพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ 40% และยุโรป 30% ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนดังกล่าว โดยเฉพาะภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่ตอนแรกกำหนดในอัตรา 36% ซึ่งถือเป็นภาระหนักที่อาจทำให้ธุรกิจไทยหลายแห่ง “หายไปจากตลาด” หากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน แต่โชคดีที่รัฐบาลเจรจาเหลือ 19% 

'ไทยยูเนี่ยน' ชี้ธุรกิจโลกไร้กติกา ซัพพลายเชนต้องยืดหยุ่น–สร้างตลาดใหม่

นายธีรพงศ์ กล่าวว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโลกต้องเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ภาวะดอกเบี้ยสูงที่สุดในรอบชีวิต และเงินเฟ้อที่กดดันต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรและยุโรป ส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8–10% ในปี 2023 และการบริโภคในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรปลดลงตามมา

พร้อมกันนี้ ยังต้องเผชิญสงครามรัสเซีย–ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และล่าสุดคือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่คาดไม่ถึง “เราคิดว่าเจอโควิดก็คงไม่มีอะไรยากกว่านี้ แต่ความจริงแล้วยังมีเรื่องที่ไม่คาดฝันอีกมาก ซึ่งทำให้บทเรียนและประสบการณ์กว่า 37 ปีแทบใช้ไม่ได้ เพราะวันนี้โลกอยู่ในสภาวะใหม่ที่มีกติกาไม่แน่นอน

'ไทยยูเนี่ยน' ชี้ธุรกิจโลกไร้กติกา ซัพพลายเชนต้องยืดหยุ่น–สร้างตลาดใหม่

"เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของรัฐบาลไทยในการเจรจาและต่อรองกับประเทศคู่ค้าอย่างชัดเจน เพราะแม้เอกชนจะมีฐานการผลิตในหลายประเทศ แต่ก็ไม่สามารถรับมือกับความเหลื่อมล้ำทางภาษีที่แตกต่างกันได้ เราไม่เคยเห็นเลยว่า ความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลที่ดี มีความสำคัญจริงๆ จากการเจรจาภาษีของภาครัฐ ที่ผ่านมาเราคิดว่าภาคเอกชนอยู่รอดได้ รัฐบาลก็เดินไปปกติ แต่จากนี้ไปบทบาทของรัฐจะมีความสำคัญอย่างมาก" 

ทั้งนี้ การเจรจาภาษีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ทำให้ได้เห็นชัดว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญมาก การต่อรองกับสหรัฐฯ จนสามารถปรับลดภาษีจาก 36% เหลือ 19% ถือว่าทำได้ดีและทำให้เรายังแข่งขันได้ หากไม่สำเร็จ อาจเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ที่กระทบต่อธุรกิจไทยทั้งระบบ

นายธีรพงศ์ กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยนได้ดำเนินการปรับองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลาย 10 ปี ตั้งแต่ก่อนที่ภาษีสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ โดยมี 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ 1. Simpler การทำให้องค์กรเรียบง่าย ลดความซับซ้อน 2. Positive Cost เพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และ 3. Faster ทำให้องค์กรมีความเร็วและยืดหยุ่นสูง

“เราโชคดีที่เริ่มทำการปรับตัวครั้งใหญ่ล่วงหน้าประมาณ 1 ปี ก่อนภาษีสหรัฐฯ จะเกิดขึ้น ทำให้สามารถยืนหยัดได้ และตระหนักว่าโลกหลังจากนี้จะเต็มไปด้วยสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ จึงต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา” 

นอกจากการปรับองค์กรแล้ว ผู้ประกอบการไทยต้องมองหาโอกาสใหม่ โดยเฉพาะการขยายตลาดผ่าน ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ภาครัฐยังดำเนินการน้อยเกินไปในช่วงที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมาไทยทำ FTA กับประเทศเล็กๆ แต่ตลาดใหญ่ที่สำคัญอย่างสหภาพยุโรปยังไม่สามารถเปิดได้เต็มที่ หากไทยสามารถผลักดัน FTA กับภูมิภาคใหญ่เหล่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนทางการค้า

สำหรับทิศทางในอนาคต ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำความเข้าใจบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกลับมาทบทวนว่าธุรกิจเรามีจุดไหนที่ต้องเสริม หรือมีความเสี่ยงที่ต้องป้องกัน เราจะต้องไม่เพียงแค่ปรับตัว แต่ต้องพัฒนาและสร้างโอกาสใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา