วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ถมคูทำถนน ทุบถนนทำคู (คืนมา)คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ถมคูทำถนน ทุบถนนทำคู (คืนมา)คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ที่เมืองอูทริกต์ (Utricht) ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ก่อนพื้นที่ตรงนี้เป็นคูเมืองประวัติศาสตร์อายุกว่า 900 ปี ชื่อว่า Catharijnesingel ทว่ามีความต้องการพื้นที่ถนนให้รถวิ่งมากขึ้น

ในปี 2513 เมืองจึงได้ถมคูนั้น เปลี่ยนมาเป็นทางด่วน ถัดไป 30 ปีประชาชนรวมทั้งผู้บริหารเมืองมาคิดใหม่และทำประชามติในปีประมาณปี 2543

สรุปว่าการทำเช่นนั้นเป็นความผิดพลาดทางการออกแบบเมือง รวมทั้งเสียหายต่อมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง ตลอดจนไม่ดีต่อระบบนิเวศและสุขภาพของเมืองด้วย

จึงได้ตกลงร่วมกันที่จะทุบทางด่วนนั้นทิ้งแล้วฟื้นสภาพคูประวัติศาสตร์ให้กลับคืนมา จึงได้เริ่มออกแบบในปี 2560 และก่อสร้างจนเสร็จในปี 2563 เปลี่ยนทางด่วนหลายช่องจราจรนั้นให้กลายเป็นคูหรือคลองดังเดิมดังที่เห็นใช้เวลาไปทั้งสิ้น 20 ปีนับจากตั้งแต่มีประชามติออกมา

ถมคูทำถนน ทุบถนนทำคู (คืนมา)คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ภาพ Before&After~Hgwy เป็นลำน้ำ@Utrecht

การเปลี่ยนทางด่วนให้รถวิ่งมาเป็นคูนี้ดีต่อสุขภาพเมืองอย่างไร

เหตุผลพื้นฐานของเขาคือ ต้องการให้โครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายหลักว่าด้วยเมืองน่าอยู่ โดยหันไปเน้นที่ “ความเดินได้” หรือ “walkability” ของเมือง และเพิ่มพื้นที่เปิด (open space) เพื่อธรรมชาติ การนันทนาการ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมของประชาชน

ส่วนเหตุผลในเชิงผังเมืองและสิ่งแวดล้อม คือ เพิ่มความเดินได้ให้มากขึ้นลดความหนาแน่นรถยนต์ออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติและระบบนิเวศของเมืองฟื้นฟูประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเพิ่มการท่องเที่ยวรวมทั้งกิจกรรมนันทนาการ

ผมเองมีความคิดเพิ่มเติม คือ นอกจากมลพิษอากาศที่ลดลงแล้วเมืองยังมี “ความเขียว” มากขึ้น ความเขียวของพืชพันธุ์ต่างๆนั้นในทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์กันมานานแล้วว่าสามารถทำให้จิตใจสงบมีความสุขได้อย่างเรียบง่าย แม้ว่าพื้นที่ริมคูจะไม่มากพอที่จะมีต้นไม้มากจนเป็นป่า

จนชาวบ้านสามารถไปเดินอาบป่า หรือ forest bath  แต่ต้นไม้จำนวนไม่น้อยในบริเวณนั้นก็สามารถทำให้ทั้งคนพื้นถิ่นและนักท่องเที่ยวสามารถไปเดินหรือขี่จักรยาน ไปอาบเขียว หรือ green bath ที่นั่นเพื่อความสุขทางอารมณ์ได้

นั่นคือ นอกจากสุขภาพกายและสภาพทางกายภาพที่ดีขึ้นแล้ว โครงการนี้ยังเพิ่มสุขภาพทางใจได้อีกด้วย จึงคุ้มยิ่งกว่าคุ้มหากคิดรวมเอาประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาด้วย นอกจากผลทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

ทำอย่างอื่นให้เมืองน่าอยู่ แบบไม่ทุบถนนทำคลอง ได้ไหม

จริงๆแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะการทุบถนนมาทำเป็นคลองแบบนี้เท่านั้นที่ทำให้เมืองดีและน่าอยู่ขึ้น ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น หลักคิดคือ เพียงเปลี่ยนสภาพเมืองจากที่เน้นความสบายแก่เฉพาะคนขับรถยนต์เท่านั้นมาเป็นการเอื้อความสะดวกให้แก่การดำรงชีวิตของประชาชน

วิธีการที่ได้เริ่มทำและประสบความสำเร็จกันมาแล้วทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาทั้งเหนือและใต้ ออสเตรเลีย และยุโรปที่เป็นต้นตำรับริเริ่มเรื่องนี้ขึ้นเมื่อราว 30 ปีก่อน คือ การเอาพื้นที่ถนนและ/หรือพื้นที่จอดรถยนต์มาทำเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับให้ชาวบ้านได้ใช้และใช้ได้จริง

เช่น เอามาทำเป็นทางสำหรับขนส่งมวลชน สวนสาธารณะ ทางจักรยาน ทางเดินเท้า ถนนคนเดินถาวร ร้านอาหารกลางแจ้ง(ที่ที่เมืองไทยก็ได้มีการทำเช่นว่านี้หลายปีแล้ว เพียงแต่เป็นของภาคเอกชน ไม่ใช่ของรัฐ) ฯลฯ ตัวอย่างการทำดังว่าที่มีหลักฐานความสำเร็จชัดเจน

ถมคูทำถนน ทุบถนนทำคู (คืนมา)คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

Before&After @Bordeaux,France

 

ถมคูทำถนน ทุบถนนทำคู (คืนมา)คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ถมคูทำถนน ทุบถนนทำคู (คืนมา)คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

 

แล้วไทยจะทำตามเขาเช่นนั้นได้จริงหรือ

ต้องยอมรับว่าคงยากที่ประเทศไทยจะทำแบบนี้ได้ในเร็ววัน แต่ขอให้ข้อมูลว่าประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ถือว่าเป็นประเทศจักรยานที่ดีที่สุดในโลกนั้น เขาไม่ได้มีระบบที่ดีเช่นนี้มาแต่แรกหรือ day one

แต่เขามีความมุ่งมั่นทางการเมืองที่เด่นชัดและแน่วแน่ที่จะทำงานเพื่ออนาคตที่ดีของเมือง โดยได้ใช้เวลาปลุกปล้ำกับแนวคิดนี้มามากกว่า 50 ปีแล้ว รวมทั้งเงินที่ลงไปทั้งของรัฐส่วนกลางและท้องถิ่นก็มากถึงหลายแสนล้านบาทแล้ว

หรือแม้กระทั่งโครงการทุบทางด่วนมาทำคูคลองในเมืองอูทริกต์ที่ว่านั้นก็ต้องใช้เวลาถึง 20 ปีจึงสำเร็จ การเปลี่ยนความคิดรวมถึงพฤติกรรมนั้นต้องอาศัยความอดทนและต้องใช้เวลา คนไทยต้องตกผลึกทางความคิดในเรื่องเมืองน่าอยู่ให้ได้เสียก่อน และอดทนรอจนถึงเวลานั้น

นักการเมือง ผู้เล่นคนสำคัญ

กุญแจสำคัญคือนักการเมือง เราต้องผลักดันให้นักการเมืองของเราหัดมองประเด็นที่ไกลตัวมากกว่าที่ทำๆกันอยู่ว่าบ้านเมืองดีๆนั้นเป็นอย่างไร จะให้รถติด ผู้คนเครียด สูญเสียทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจไปอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ

หรือจะหันมาทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเมืองเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของชาวบ้านบ้าง มากกว่าจะไปเน้นที่โครงการยักษ์ เช่น แลนด์บริดจ์หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีคนไม่กี่คนที่ได้เปรียบทางสังคมมากอยู่แล้วเท่านั้น ที่ได้ประโยชน์

สภาพัฒน์ฯ บอกว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว

เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา สภาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ต้องมองอนาคตของประเทศให้ขาด ได้จัดเสวนาประจำปี 2568 ภายใต้ชื่อ“ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย” โดยยกความล้มเหลวที่ผ่านมาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องภาคการผลิต การพัฒนาคน สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม(หรืออีกนัยหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำ)

การบริโภคสู่ความยั่งยืน และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงในบริบทโลกใหม่ เป็นตัวจุดประกายว่าไทยต้องเปลี่ยนความคิดแบบเดิมๆ แล้ว

นี่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าหลักคิดที่ว่าต้องเปลี่ยนแปลงนั้นได้เกิดขึ้นแล้วในระดับนโยบายสูงสุดของประเทศ ฉะนั้น เราต้องคิดในแนวการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน อันรวมไปถึงความคิดแบบทุบถนนทำคูคลองเช่นว่านี้กันได้แล้ว คงไม่ง่ายและไม่เร็ว แต่ต้องหวังและช่วยกันผลักดันให้ความหวังนั้นเกิดขึ้นได้จริง

*เครดิตภาพประกอบ 

IMM DesignLab

Discerning Cyclists Facebook