การเปลี่ยนผ่านสู่ "เศรษฐกิจสีเขียว" ไม่ใช่ทางเลือกที่สวยงามอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ เพื่อความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว โดยมีสามแรงขับเคลื่อนหลักที่กำลังบีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว
แรงกดดัน 3 มิติ กฎมาแน่ กลัวเงินหาย ขายให้จึ้ง
ดร. ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ นักวิชาการ ด้านการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกขับเคลื่อนโดยแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะ 3 ปัจจัยหลัก
- กฎมาแน่ (Regulations are Coming): กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลกกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ CBAM (ภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป) ที่ทำให้ต้นทุนสินค้าส่งออกสูงขึ้น หากกระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนสูง หรือ EUDR (กฎหมายสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า) ที่กระทบสินค้าเกษตรสำคัญอย่างยางพารา หากไม่ปรับลดการปล่อยคาร์บอนในระดับผลิตภัณฑ์ ธุรกิจไทยจะแข่งขันได้ยากขึ้นทันที
- กลัวเงินหาย (Fear of Losing Money): การไม่ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการเงินสองมิติ คือ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากคู่แข่งหันไปใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวยังจะ พลาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว ที่ภาคการเงินเสนอเงื่อนไขพิเศษ เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม
- ขายให้จึ้ง (Selling Compellingly): ความต้องการของตลาดและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน บริษัทขนาดใหญ่และคู่ค้าต่างประเทศเริ่มกำหนดข้อบังคับ (Requirement) ให้ซัพพลายเออร์ใช้สินค้าและบริการที่มีคาร์บอนต่ำหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การไม่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ อาจนำไปสู่การ สูญเสียคำสั่งซื้อ ในอนาคต และยังรวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มาจากกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน การทำธุรกิจสีเขียวจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
ความท้าทายของ SME ต้นทุนและความรู้
ปัจจุบัน ธุรกิจขนาดใหญ่และบริษัทจดทะเบียน เป็นกลุ่มผู้นำในการปรับตัว โดยมีความตระหนักและเริ่มดำเนินการแล้ว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือการขยายผลการเปลี่ยนแปลงนี้ไปสู่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมักเผชิญกับแรงกดดันผ่านห่วงโซ่อุปทานและมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทั้งปัญหา ต้นทุนที่สูงขึ้น
ในระยะแรกจากการเปลี่ยนไปใช้วัสดุหรือเทคโนโลยีสีเขียว และการขาด Economy of Scale ทำให้สินค้าสีเขียวมีราคาต่อหน่วยสูงกว่าคู่แข่ง การเปลี่ยนผ่านนี้จึงไม่ใช่การยอมขาดทุนในระยะสั้น แต่เป็นการ "ลงทุนเพื่ออนาคต" ที่จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ ๆ
สู่ความสำเร็จ บทบาทร่วมของทุกภาคส่วน (Ecosystem)
ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบนิเวศ (Ecosystem) โดยมีบทบาทที่ชัดเจน ดังนี้
- ภาครัฐบาล ต้องวาง นโยบายที่ชัดเจนและแน่นอน เพื่อลดความไม่แน่นอน และ สร้างแรงจูงใจ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับโครงการสีเขียว
- ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องทำหน้าที่เป็น "ผู้นำและพี่เลี้ยง" ช่วยเหลือและให้ความรู้แก่ซัพพลายเออร์รายย่อยในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง แทนที่จะตัดออกจากการค้า
- สถาบันการเงิน มีบทบาทสำคัญในการเป็น ศูนย์กลางความรู้ (Knowledge Hub) และ ผู้สนับสนุนทางการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อสีเขียว โดยใช้ Thailand Taxonomy เป็นเข็มทิศในการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยเริ่มดำเนินการในระยะแรกสำหรับภาคพลังงานและการขนส่ง ก่อนขยายไปสู่ภาคเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ในปี 2568 (ข้อมูลอ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ, ธนาคารแห่งประเทศไทย)
โอกาสของไทย พลิกวิกฤตสู่การเป็นผู้นำ
แม้จะมีความไม่แน่นอนในเวทีโลก โดยเฉพาะด้านนโยบายของบางประเทศ แต่แนวโน้มด้านความยั่งยืนยังคงเดินหน้าต่อไปทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเอเชีย การปรับตัวตั้งแต่วันนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมความพร้อมและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดำเนินธุรกิจสีเขียวนอกจากจะ ลดความเสี่ยง ใน Supply Chain และ ลดต้นทุนพลังงาน ในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการ ดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพ และ สร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ในสายตาผู้บริโภคและนักลงทุนต่างชาติ





