"ขยะ" พาประเทศไทยไกลถึงสหประชาชาติ (UN) ผสาน “ภูมิปัญญาไทย” เข้ากับ “การออกแบบเพื่อความยั่งยืน” สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
ในยุคที่โลกที่กำลังเร่งเครื่องสู่เป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ (Upcycling) ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่กลายเป็นทางรอดที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย กำลังเดินหน้าอย่างจริงจัง
จากคนตัวเล็ก ... สู่เวทีใหญ่ระดับโลก
ประเทศไทยไม่เพียงเดินตามแนวทางนี้ แต่ยังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ด้วยการผสาน “ภูมิปัญญาไทย” เข้ากับ “การออกแบบเพื่อความยั่งยืน” โดยเน้นการนำเศษวัสดุกลับมาแปรรูปใหม่จนกลายเป็นโมเดลการพัฒนาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทั้งชุมชน เจ้าของธุรกิจรายย่อย นักออกแบบ นักวิชาการ
กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้จัดนิทรรศการ “From Local to Global: Empowering Communities through Upcycled Innovation for Sustainable Growth” ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ระหว่างการประชุมระดับสูงด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (High-level Political Forum on Sustainable Development: HLPF) ประจำปี 2568 เพื่อแสดงให้เห็นว่า “ขยะ” ก็สามารถกลายเป็น “โอกาส” ได้เช่นกันหากได้รับการค้นคว้า พัฒนาและออกแบบอย่างสร้างสรรค์
จากท้องถิ่นสู่สากล ด้วยพลังร่วมของทุกภาคส่วน
แนวคิดเรื่องการนำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยสู่สากล “From Local to Global” เน้นการต่อยอดองค์ความรู้เชิงวิชาการและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีดีแค่ไอเดีย แต่ยังมีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลก
นิทรรศการนี้เกิดขึ้นจากการรวมพลังของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ โดยมีศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (Scrap Lab) จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำโดย รศ. ดร. สิงห์ อินทรชูโต เป็นหัวหอกด้านงานวิจัยและออกแบบ พร้อมด้วยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand)
ขยะกลายเป็นโอกาส: เมื่อเศษวัสดุกลายเป็นทรัพย์
นิทรรศการได้นำเสนอภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยใน 3 ส่วนสำคัญที่เปลี่ยนขยะเป็นโอกาส ได้แก่:
1. ผลิตภัณฑ์จาก Scrap Lab และผู้ประกอบการไทย รวมทั้งชุมชนท้องถิ่น เช่น เปลเคลื่อนย้ายเต่าทะเลที่ทำจากขยะทะเลจากอ่าวไทย รองเท้าจากเปลือกกล้วยและเปลือกมะนาว เครื่องประดับจากเศษเครื่องเคลือบเบญจรงค์ ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างของการนำวัสดุไร้ค่าให้กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจและงานศิลป์ในชิ้นเดียว
2. ผลิตภัณฑ์จากเอกชนไทยรายใหญ่ เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพของบริษัท Thai Wah คอลลาเจนจาก เศษปลาทูน่าโดย Thai Union และอาหารสัตว์จากกากน้ำตาลของกลุ่มมิตรผล สะท้อนถึงการที่ธุรกิจใหญ่ก็มีบทบาทในเศรษฐกิจหมุนเวียน
3. โครงการชุมชนโดย UNDP เช่น แผงไม้ไผ่กันคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง และทุนสนับสนุนเศรษฐกิจชีวภาพระดับหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า การส่งเสริมความยั่งยืนสามารถเริ่มได้จากชุมชนเล็ก ๆ
ในโอกาสนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญจาก Scrap Lab ยังได้เข้าพบผู้บริหารจากพิพิธภัณฑ์ระดับโลก เช่น The Metropolitan Museum of Art (The Met), Museum of Modern Art (MoMA) และ Cooper Hewitt (Smithsonian Design Museum) เพื่อหารือถึงความร่วมมือ การขยายตลาด และเปิดประตูให้ผลิตภัณฑ์ upcycle ของไทย เข้าไปสู่สถานที่แสดงงานศิลป์ที่ทรงคุณค่าระดับโลก
Soft Power ไทย ที่เป็นรูปธรรม
สิ่งที่โดดเด่นไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่คือ Soft Power ของไทย ทั้งงานฝีมือ งานวิชาการและภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อจับมือกับนวัตกรรมและดีไซน์อย่างลงตัว ก็พร้อมส่งออกสู่สายตานานาชาติ และสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทางรอดเศรษฐกิจไทย อาจเริ่มจากเศษไม้และกระสอบข้าว
บทเรียนจากโครงการนี้ชัดเจน เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการยักษ์หรือเทคโนโลยีไฮเทคเสมอไป “ขยะใกล้ตัว” อย่างขวดพลาสติก เศษผ้า เปลือกผลไม้ หรือกระสอบข้าว เมื่อผนวกกับองค์ความรู้ การออกแบบ และการได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างถูกจุด ก็สามารถกลายเป็นสินค้าที่ขายได้ สร้างรายได้ สร้างแบรนด์ไทยและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ประเทศไทยมีโอกาสมากมายในการต่อยอดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะในระดับชุมชนและ SME ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจไทย การเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมของเราเข้ากับนวัตกรรมเชิงออกแบบ อาจเป็นกุญแจดอกใหม่ของ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” และ S-curve ใหม่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน





