วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

“เมฆระเบิด” (Cloudburst) คืออะไร ตัวการทำน้ำท่วมใหญ่อินเดีย-ปากีสถาน

“เมฆระเบิด” (Cloudburst) คืออะไร ตัวการทำน้ำท่วมใหญ่อินเดีย-ปากีสถาน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อฤดูมรสุมของเอเชียอย่างชัดเจน ขณะนี้ปรากฏการณ์ “เมฆระเบิด” (Cloudburst) กำลังพัดถล่มอินเดียและปากีสถานอย่างหนัก ทำให้เกิดฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ จนเกิดน้ำท่วมฉับพลันที่รุนแรงและรุนแรงนี้คร่าชีวิตผู้คนหลายร้อยคนทั้งสองประเทศ

มีผู้เสียชีวิตมากถึง 300 คนในเขตบูเนอร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน หลังจากเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง และปริมาณของฝนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม โคลนถล่ม และก้อนหินขนาดใหญ่หล่นมาจากที่สูงถล่มลงมาทับบ้านเรือนจำนวนมาก

ขณะที่ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมารัฐอุตตราขัณฑ์ทางตอนเหนือของอินเดียประสบกับพายุฝนกระหน่ำ รายการโทรทัศน์ท้องถิ่นรายงานน้ำท่วมไหลลงมาจากภูเขาและซัดเข้าสู่หมู่บ้านในเทือกเขาหิมาลัย

 

“เมฆระเบิด” คืออะไร

เมฆระเบิดเป็นปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศที่ซับซ้อนและรุนแรง โดยกลุ่มเมฆจะแตกออกและเคลื่อนที่ออกไป ทำให้เกิดฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ คล้ายกับ “Rain Bomb” ที่ใช้เรียก ฝนตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนทำให้มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มม. ภายในหนึ่งชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 30 ตร.กม.

เมฆระเบิดเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง ก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงและความเสียหายอย่างกว้างขวาง โดยมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ ได้แก่ อากาศอุ่นชื้นลอยตัวขึ้น ความชื้นสูง ความกดอากาศต่ำ ความไม่เสถียร และการก่อตัวของเมฆแบบพาความร้อน

อากาศชื้นถูกบังคับให้ลอยตัวขึ้นหลังจากสัมผัสกับเนินเขาหรือภูเขา อากาศที่ลอยตัวขึ้นนี้จะเย็นลงและควบแน่น ก่อตัวเป็นเมฆขนาดใหญ่ หนาแน่น และสามารถทำให้เกิดฝนตกหนักได้ เมื่อเจอกับเนินเขาหรือภูเขาทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นและมักกักเก็บเมฆเหล่านี้ไว้ ทำให้เมฆไม่สามารถกระจายตัวหรือเคลื่อนที่ได้ง่าย กระแสลมแรงพัดขึ้นด้านบนทำให้ความชื้นถูกกักเก็บไว้ในเมฆ ทำให้ฝนตกช้ากว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อเมฆไม่สามารถกักเก็บความชื้นที่สะสมไว้ได้อีกต่อไป เมฆจะแตกออกและปลดปล่อยความชื้นออกมาพร้อมกันกลายเป็นฝนตกหนักในช่วงสั้น ๆ

อินเดียและปากีสถานถือเป็นพื้นที่ที่เกิดเมฆระเบิดได้ง่าย เนื่องจากมีองค์ประกอบที่เหมาะสม ทั้งความชื้น ฤดูมรสุม และภูมิประเทศแบบภูเขา เมื่อทั้ง 3 องค์ประกอบมารวมกันจะบังคับให้ลมที่อบอวลไปด้วยความชื้นเหล่านี้พัดขึ้นด้านบน ทำให้เกิดการควบแน่นและเมฆฝนกระหน่ำอย่างฉับพลัน

ในตอนนี้เมฆระเบิดเกิดในสองประเทศนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบรรยากาศที่อบอุ่นขึ้น มวลอากาศที่อุ่นกว่าสามารถกักเก็บความชื้นไว้ได้มากขึ้น ทำให้เกิดสภาวะที่ฝนตกหนักฉับพลันและรุนแรง

แต่ละปี ภูมิภาคเอเชียใต้จะเผชิญกับฤดูมรสุม 2 ครั้ง โดยช่วงแรกจะอยู่ในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ย. โดยฝนจะเคลื่อนตัวจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนอีกฤดูหนึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. ซึ่งจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางตรงกันข้าม

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมี “ก๊าซเรือนกระจก” ในชั้นบรรยากาศจำนวนมาก ทำให้การเกิดฤดูมรสุมเปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน อากาศที่อุ่นกว่าสามารถกักเก็บความชื้นจากทะเลอาหรับและมหาสมุทรอินเดียได้มากกว่า และฝนก็มักจะถูกพัดพาไปในคราวเดียว ซึ่งหมายความว่ามรสุมจะเกิดน้ำท่วมรุนแรงและแห้งแล้งเป็นระยะ ๆ แทนที่จะมีฝนตกต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูมรสุม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อินเดียเผชิญกับเมฆระเบิด ในเดือนมิ.ย. 2013 เกิดน้ำท่วมที่เมืองเกดาร์นาถ รัฐอุตตราขัณฑ์เช่นกัน เหตุการณ์ในครั้งนั้น ถือเป็นน้ำท่วมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ คร่าชีวิตมากกว่า 6,000 คน ตามรายงานของสหประชาชาติ

การคาดการณ์การเกิดเมฆระเบิดเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีขนาด ระยะเวลา ความฉับพลัน และกลไกทางบรรยากาศที่ซับซ้อน แต่สามารถป้องกันไว้ก่อนได้

อัสฟานดียาร์ ข่าน คัตตัก เจ้าหน้าที่ปากีสถานจากจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือ กล่าวว่า “ไม่มีระบบพยากรณ์อากาศใดในโลก ที่สามารถคาดการณ์เวลาและสถานที่จะเกิดเมฆระเบิดได้อย่างแม่นยำ”

รัฐบาลปากีสถานกล่าวว่า แม้ว่าจะมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าในเขตบูเนอร์ แต่ฝนกลับตกหนักฉับพลันและรุนแรงมาก ก่อนที่จะมีการแจ้งเตือนประชาชน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

องค์กรชุมชน SOST กล่าวว่าสามารถป้องกันอันตรายจากเมฆระเบิดไว้ก่อนได้ โดยแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสร้างบ้านเรือนติดกับแม่น้ำและหุบเขา เลื่อนการเดินทางไปยังพื้นที่ภูเขาหากมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนัก เตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อม และหลีกเลี่ยงการเดินทางบนถนนบนภูเขาในช่วงฝนตกหนักหรือในเวลากลางคืน

SOST ยังแนะนำให้ปลูกป่า เพื่อลดปริมาณน้ำไหลบ่าผิวดินและเพิ่มการดูดซึมน้ำ รวมถึงการปรับปรุงและขยายพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำและร่องระบายน้ำอย่างสม่ำเสมอ


ที่มา: AljazeeraEuro NewsThe.Guardian