วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

26 ก.ค. วันอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชายเลน 'ยูเนสโก' เร่งปกป้องคาร์บอนสีน้ำเงิน

26 ก.ค. วันอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชายเลน 'ยูเนสโก' เร่งปกป้องคาร์บอนสีน้ำเงิน

วันที่ 26 กรกฎาคม ของทุกปี ถูกกำหนดโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็น International Day for the Conservation of the Mangrove Ecosystem (วันอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชายเลนสากล) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของป่าชายเลนต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนชายฝั่งทั่วโลก ซึ่งในปี 2568 นี้ ภาวะโลกร้อนและวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ป่าชายเลน เป็นระบบนิเวศชายฝั่งที่มีชื่อเรียกหลากหลายทั้งในภาษาไทยและภาษาอื่นๆ ในบ้านเราเรียกกันว่า ป่าโกงกาง, ป่าพังกา หรือเรียกรวมๆ ว่า ป่าชายเลน ส่วนในภาษาอังกฤษมักใช้คำว่า “Mangrove Forest” หรือบางครั้งก็ใช้คำว่า “Intertidal Forest” ซึ่งหมายถึงป่าที่ขึ้นในเขตน้ำขึ้นน้ำลง โดยเฉพาะบริเวณดินเลนริมชายฝั่งทะเล

คำว่า “mangrove” มีรากศัพท์มาจากภาษาโปรตุเกสคำว่า “mangue” ซึ่งใช้เรียกกลุ่มพืชที่ขึ้นอยู่ตามพื้นที่น้ำกร่อยและโคลนตมชายฝั่งทะเล คำนี้แพร่หลายไปในหลายประเทศแถบลาตินอเมริกา โดยแต่ละประเทศก็มีชื่อเรียกเฉพาะของตน เช่น ในประเทศมาเลเซีย เรียกว่า “manggi-manggi” ขณะที่ประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “manglier”

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ป่าชายเลนถูกกล่าวถึงครั้งแรกในยุคของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ซึ่งพบป่าชนิดนี้บริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะคิวบา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มนุษย์จึงเริ่มให้ความสนใจในระบบนิเวศชนิดนี้มากขึ้น เพราะเป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แนวกันชนธรรมชาติ และแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญของโลก

ประโยชน์ป่าชายเลน

ป่าชายเลนมีประโยชน์มหาศาลต่อทั้งธรรมชาติและมนุษย์อย่างที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันคลื่นลมแรง น้ำทะเลหนุน และการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป่าชายเลนยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำอย่างปลากะพง กุ้ง ปู และหอย ทำให้ชาวประมงมีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ป่าชายเลนยังดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าป่าบนบกหลายเท่า ช่วยลดภาวะโลกร้อนอย่างได้ผล และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย เรียกได้ว่าป่าชายเลนคือ "แนวป้องกันธรรมชาติ" ที่เราควรช่วยกันดูแลก่อนจะสายเกินไป

  • ป่าชายเลนเป็นหัวใจของระบบนิเวศชายฝั่ง
  • ป้องกันภัยธรรมชาติ เช่น คลื่นยักษ์ สึนามิ และการกัดเซาะชายฝั่ง
  • เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง ปู และหอย
  • ดูดซับคาร์บอน มากกว่าป่าฝนเขตร้อนถึง 4–10 เท่าต่อพื้นที่หนึ่งหน่วย
  • สร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ผ่านประมงพื้นบ้านและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ข้อมูลจากสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN World Conservation Congress : IUCN) ระบุว่า ป่าชายเลนทั่วโลกสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง 11 พันล้านตัน และให้บริการทางระบบนิเวศ เช่น การป้องกันภัยพิบัติ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.4 ล้านล้านบาท/ปี (65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ครึ่งของป่าชายเลนในโลกเสี่ยงมาก

ป่าชายเลนของโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติอย่างแท้จริง ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงครึ่งหนึ่งจากที่เคยมี โดยรายงานล่าสุดในปี 2024 จาก IUCN และ Global Mangrove Alliance ระบุว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีพื้นที่ป่าชายเลนหลงเหลืออยู่ประมาณ 14.8 ล้านเฮกตาร์ กระจายตัวในกว่า 120 ประเทศ

แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ กว่า 50% ของระบบนิเวศป่าชายเลนทั่วโลก อยู่ในสถานะ "เสี่ยง" หรือ "เสี่ยงขั้นรุนแรง" และหากไม่มีการฟื้นฟูหรือป้องกันอย่างจริงจัง อาจมีมากถึง 25% ของพื้นที่ป่าชายเลน ที่จะหายไปภายใน 50 ปีข้างหน้า จากปัจจัยอย่าง น้ำทะเลหนุนสูง การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และการขยายฟาร์มกุ้ง

นอกจากนี้ การแผ้วถางเพื่อพัฒนาเมือง ท่าเรือ โครงการอุตสาหกรรม และมลพิษจากของเสีย ล้วนเป็นตัวเร่งที่ทำให้การสูญเสียป่าชายเลนเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงขึ้นทุกวัน

สถานการณ์ในประเทศไทย

พื้นที่ป่าชายเลนในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในพื้นที่ 24 จังหวัด ชายฝั่งทะเล (จากการแปลภาพถ่ายดาวเทียมด้วยความละเอียดสูง ปี 2563) เป็นพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 1.73 ล้านไร่ พบมากที่สุดบริเวณชายฝั่งอันดามันตอนล่าง ประมาณ 712,561.22 ไร่ รองลงมา พบบริเวณชายฝั่งอันดามันตอนบน และภาคตะวันออก 460,180.47 ไร่ และ 222,461 ไร่

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะยังมีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านที่คุกคามความยั่งยืนของระบบนิเวศเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาแนวชายฝั่งเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ที่มักเข้ามาแทนที่พื้นที่ธรรมชาติเดิม, การเปลี่ยนพื้นที่ป่าชายเลนเป็นฟาร์มกุ้ง ซึ่งส่งผลต่อความสมดุลของระบบนิเวศ, โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่ดำเนินการโดยขาดการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้น้ำเค็มรุกล้ำเข้ามามากขึ้น และส่งผลต่อการทับถมของตะกอนดินตาม

ประเทศที่มีป่าชายเลนมากที่สุดในโลก

  • 🇮🇩 อินโดนีเซีย (~30% ของพื้นที่ป่าชายเลนโลก)
  • 🇧🇷 บราซิล
  • 🇳🇬 ไนจีเรีย
  • 🇲🇽 เม็กซิโก
  • 🇦🇺 ออสเตรเลีย

ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีป่าชายเลนในระดับสูงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ติดอันดับ 5 แรกของโลก

ทางรอดของป่าชายเลน

  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์
  • ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมด้วยพืชพื้นถิ่น
  • เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเล
  • สร้างการรับรู้ผ่านการศึกษาและสื่อมวลชน
  • ติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอด้วยเทคโนโลยี (เช่น ดาวเทียม และ AI)

วันอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชายเลนสากล 2568 เป็นโอกาสสำคัญในการตระหนักถึงคุณค่าของป่าชายเลนที่ไม่เพียงแต่รักษาชีวิตสัตว์ทะเล แต่ยังรักษาชีวิตของมนุษย์ที่พึ่งพิงทะเลด้วย หากเรายังเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระบบนิเวศ ป่าชายเลนอาจกลายเป็นเพียงความทรงจำ