วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ปริศนา 'กากอุตสาหกรรม' 26,000 ตัน จากเหตุเพลิงไหม้สู่การขุดพบซากพิษ

ปริศนา 'กากอุตสาหกรรม'  26,000 ตัน จากเหตุเพลิงไหม้สู่การขุดพบซากพิษ

ปัญหากากพิษในไทยมีความซับซ้อนและรุนแรง ครอบคลุมหลายประเภท (E‑waste, กากอุตสาหกรรม, พลาสติก, สารแคดเมียม) เกิดจากการนำเข้าผิดกฎหมาย โรงงานกำจัดที่ไม่มีมาตรฐาน และช่องว่างด้านกฎหมาย

ล่าสุด มีการตรวจพบซากกากพิษใต้ดินกลางพื้นที่เกษตรกรรม เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 โดยจากข้อมูลของมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า ซากกากพิษที่ถูกขุดพบอยู่ใต้ดินกลางพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่ ม.11 บ้านหนองสทิต ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ลักลอบฝังไว้ใต้ที่ดินขนาด 11 ไร่ 3 งาน

พบซากกากพิษที่เดิม ซ้ำอีกครั้ง

มีการตั้งข้อสันนิฐานว่า ซากกากพิษที่พบครั้งนี้ น่าจะเชื่อมโยงการลักลอบนำมาทิ้งและฝังกลบ โดยมีหลักฐานย้อนหลังบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติในการใช้ที่ดินมาตั้งแต่ปี 2556 และเริ่มชัดเจนในช่วงปี 2561-2563 ที่มีการขุดและถมพื้นที่คล้ายการเก็บกองสิ่งของบางอย่าง

ครั้งแรก ซากกากพิษเหล่านี้ปรากฏให้เห็นชัดเจนเนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้กลางปี 2565 ทำให้เห็นปฏิกูลและซากกากอุตสาหกรรมเกลื่อนกระจายอยู่บนผิวดิน และจากการขุดค้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ก็พบซากกากเหล่านี้ถูกฝังอยู่ใต้ดินในพื้นที่นี้อีกครั้ง

ประเด็นสำคัญที่ชวนสงสัย

ความผิดปกติในเอกสารราชการ 2 ฉบับ ที่มีรายละเอียดจำนวนกากตอนที่สำรวจหลังเพลิงไหม้ปี 2565 แตกต่างกับตอนที่รายงานหลังส่งกำจัดในช่วงปี 2567

- ปริมาณกากที่หายไปอย่างน่าพิรุธ หนังสือ ‘ร้องทุกข์กล่าวโทษ’ หรือเอกสารประกอบการแจ้งความของเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงวันที่ 12 กันยายน 2565 มีการคาดการณ์ปริมาณกากอุตสาหกรรมประมาณ 30,000 ตัน

แต่รายงานสรุปผลการกำจัดกากอุตสาหกรรม ที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่งไปรายงานต่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2567 กลับระบุว่ามีการขนย้ายของเสียออกไปบำบัดเพียง 3,608 ตัน เท่ากับว่ากากหายไปมากกว่า 26,000 ตัน

- ประเภทของเสียที่ขัดแย้งกันเอง แม้รายงานระบุว่าของเสียทั้งหมดเข้าข่าย "วัตถุอันตรายตามกฎหมาย" แต่ของเสีย 3,608 ตันที่ถูกขนย้ายไปกำจัดนั้น ส่วนใหญ่กลับเป็น "ของเสียที่ไม่เป็นอันตราย" โดยมีของเสียอันตรายเพียง 98 ตันเท่านั้น

- การรายงาน "ปิดจ็อบ" ทั้งที่ยังมีกากอยู่ ในปี 2567 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราได้รายงานว่า "ไม่ปรากฏสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วในบริเวณพื้นที่แต่อย่างใด" ซึ่งขัดแย้งกับการที่ยังพบซากกากเหม็นฉุนขุดพบในพื้นที่เดิมเมื่อวันที่ 26  มิ.ย. 2568

 

รมว. อุตสาหกรรม สั่งการ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบว่า มีผู้รายงานให้ทราบเกี่ยวกับความผิดปกติของเอกสารราชการ 2 ฉบับที่มีตัวเลขปริมาณกากไม่ตรงกัน โดยมีส่วนต่างกันกว่า 20,000 ตัน ซึ่งถือเป็นข้อพิรุธอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มอบหมายให้ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้สอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยกล่าวเน้นย้ำว่า "กากอุตสาหกรรมมันหายไปไหน อันนี้มันเป็นความพิรุธว่า อยู่ดีๆ หายไปเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ขยะมันเดินออกจากพื้นที่เองไม่ได้อยู่แล้ว"

นอกจากนี้ ยังระบุชัดเจนว่า นอกจากเจ้าของที่ดินที่ต้องรับผิดชอบแล้ว ข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกากกองนี้ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ (ปี 2565-2567) ก็จะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยเช่นกัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ขยะปริมาณเป็นหมื่นๆ ตัน จะเล็ดลอดสายตาเจ้าพนักงานไปได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2565-2567 จะต้องมีความเอะใจเมื่อเห็นความแตกต่างของตัวเลขการประเมินและการรายงานการกำจัด

คดีนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าหน่วยงานภาครัฐจะสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่น และจัดการกับปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม รวมถึงการตรวจสอบธรรมาภิบาลของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้อย่างไร การสอบสวนที่โปร่งใสและนำผู้กระทำผิดมารับโทษอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดิน ผู้ลักลอบทิ้ง หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง จะเป็นก้าวสำคัญในการป้องกันไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก และปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน