วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569

Login
Login

'Solar Geoengineering' ปรับสภาพภูมิอากาศด้วยเทคโนโลยีแสงอาทิตย์ ทางรอดโลกเดือด?

'Solar Geoengineering' ปรับสภาพภูมิอากาศด้วยเทคโนโลยีแสงอาทิตย์ ทางรอดโลกเดือด?

สวัสดีครับเป็นที่ทราบกันดีว่า อุณหภูมิโลก เรายังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization) ชี้ว่าปี 2567 เป็นปีที่ อุณหภูมิพื้นผิวโลก โดยเฉลี่ยทั้งปีสูงขึ้น 1.55 องศาเซลเซียส จากระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม ตัวการย่อมหนีไม่พ้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนว่าเราทุกคนต้องเร่งหาเครื่องมือใหม่ๆ มาเสริมกับแนวทางที่มีในปัจจุบัน ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์ป่าไม้ เพื่อแก้ไขวาระระดับโลกนี้ครับ

เมื่ออุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและมีความเสี่ยงสูงว่าโลกของเราอาจ “พลาด” เป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสก่อนปี 2573 (ค.ศ. 2030) นักวิทยาศาสตร์บางคนจึงเริ่มหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อแก้ไขวาระเร่งด่วนนี้ หนึ่งในนั้นชื่อว่า “Solar Geoengineering” หรือ การสะท้อนแสงอาทิตย์ส่วนหนึ่งกลับสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อทำให้โลกเย็นลง ซึ่งนักวิจัยกำลังพิจารณาแนวทางหลักอยู่สองวิธี วิธีแรกคือ การฉีดอนุภาคขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratospheric Aerosol Injection - SAI) เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ออกไป ส่วนวิธีที่สองคือ การเพิ่มความสว่างของเมฆเหนือมหาสมุทร (Marine Cloud Brightening - MCB) โดยการใช้เกลือสมุทรกระตุ้นการก่อตัวของเมฆเหนือพื้นน้ำ ซึ่งจะช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ออกไปในบริเวณนั้นๆ

การสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่ชั้นบรรยากาศนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น การเลียนแบบ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ยกตัวอย่างคือคล้ายๆ การระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งในอดีตเคยนำไปสู่การลดลงของอุณหภูมิโลกชั่วคราว เช่น การระเบิดของภูเขาไฟปินาตูโบบนเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ในปี พ.ศ. 2534 ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จำนวนมหาศาลเข้าสู่ชั้นสตราโตสเฟียร์ ส่งผลให้ในปีถัดมาอุณหภูมิโลกบริเวณเกาะลดลงประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส แต่ทว่าต้องแลกมาด้วยความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมและสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในเกาะอย่างยิ่ง

แม้ว่าวิธีนี้ยังคงเป็นทฤษฎี แต่ด้วยเวลาที่งวดเข้ามาทุกขณะและด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่า “Solar Geoengineering” อาจจะเข้ามาช่วย “ยื้อ” เวลาให้กับประเทศต่างๆ ในการดำเนินกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับเปลี่ยนแนวนโยบายในการรับมือกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น รวมถึงเพื่อให้มีเวลามากพอในการลดผลกระทบของ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อาทิ คลื่นความร้อนรุนแรงหรือการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นต้น

แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่เห็นแย้งกับแนวคิดนี้ พร้อมได้หยิบยกความกังวลร้ายแรงเกี่ยวกับผลข้างเคียงต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รูปแบบสภาพอากาศ การเบี่ยงทิศทางลมมรสุม และความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ตลอดจนความกังวลด้าน “ภาวะภัยทางศีลธรรม” (Moral Hazard) ที่ประเทศต่างๆ อาจพึ่งพาการ “รบกวน” สภาพอากาศเกินไปจนไปลดความเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือส่งเสริมให้อุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษเลื่อนแผนงานด้านการเปลี่ยนผ่านออกไป จากแรงกดดันของสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน รวมถึงนโยบายสิ่งแวดล้อมจากประเทศมหาอำนาจที่มุ่งสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ อาจเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ การเริ่มศึกษาแนวคิด ลดโลกร้อน หรือทดลองเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องภายใต้สภาวะที่ควบคุมได้ (Sandbox) โดยมีภาคการเงินเข้ามามีส่วนสนับสนุนผ่านกระบวนการให้เงินทุนแก่ธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมที่ควบคุมหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Tech) นอกจากนี้ อาจต้องทำควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนภาคีความร่วมมือกับประเทศที่มีเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ฉบับที่ 2 หรือ “NDC3.0” ประเทศไทยมุ่งจะยกระดับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2578 จาก 375 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ณ ปีฐาน พ.ศ. 2562 เพื่อรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

ถึงกระนั้น แนวทางได้ผลมากที่สุดคือทุกประเทศต้อง “ลงมือทำ” ด้วยตัวเองก่อน ทั้งการปล่อยมลพิษจากภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน อนุรักษ์ระบบนิเวศธรรมชาติ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ หากทุกฝ่ายได้ข้อสรุปร่วมกัน ในอนาคตเราอาจได้เห็นบทบาทของ Solar Geoengineering ในฐานะ “กลไกเสริม” ซึ่งการทำให้โลกเย็นลงจาก “ท้องฟ้า” อาจเป็นไปได้ในสักวันหนึ่ง แต่การทำให้โลกเย็นลงจาก “พื้นดิน” คือสิ่งที่ต้องทำก่อนครับ