วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

แร่ Rare Earth จากเหมืองเถื่อนเมียนมา สู่วิกฤติสายน้ำพิษ ที่คนไทยต้องแบกรับ

แร่ Rare Earth จากเหมืองเถื่อนเมียนมา สู่วิกฤติสายน้ำพิษ ที่คนไทยต้องแบกรับ

แร่ Rare Earth หรือกลุ่มธาตุโลหะ 17 ชนิดที่พบได้ทั่วไปในเปลือกโลก แต่มีความซับซ้อนในการแยกสกัด กำลังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นหัวใจของการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ตโฟน แล็ปท็อป ลำโพง จอแสดงผล ระบบขับเคลื่อนรถ EV มอเตอร์ไฟฟ้า ดาวเทียม เรดาร์ อาวุธไฮเทค ไปจนถึงเครื่องมือการแพทย์ขั้นสูง ถือเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลก แต่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่ไม่ได้นึกถึง “กระบวนการผลิตที่ยั่งยืน”กำลังสร้างวิกฤติสารพิษให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) กล่าวถึงการติดตามปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย โดยหลักฐานล่าสุดจากภาพถ่ายดาวเทียม GISDA พบว่ามีเหมืองแร่ rare earth ที่บนภูเขารัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำกก โดยภาพถ่ายดาวเทียมปี 2566 ยังไม่มีการสร้างเหมือง ต่อมาในปี 2567 พบว่าเริ่มเปิดหน้าดินแล้ว และในปี 2568 มีการเปิดหน้าดินมากกว่า 70 จุด ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลพวงมาจากความต้องการแร่ที่พุ่งทะยานทั่วโลก และแรงกดดันสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ทำให้เกิดการขยายอิทธิพลการทำเหมืองเถื่อนจากจีน

“เวลานี้คนในพื้นที่ทั้งโกรธและช็อก แม้แต่ตัวเองที่ทำเรื่องแม่น้ำมาโดยตลอด ไม่คิดว่าในชีวิตนี้ต้องมาเจอเรื่องเหมือง ปกติเราจะคุ้นเคยกับเรื่องสร้างเขื่อน ระเบิดแก่ง ที่ส่งผลกระทบต่อการขึ้นลงของน้ำหรือการอพยพของปลา แต่ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์นับล้านโดยตรง ตอนนี้เหมือนเราเห็นหน้าปกหนังสือแล้ว แต่เปิดมายังมีแค่สารบัญ มีรายละเอียดอีกเยอะมากที่เรายังไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ มันรุนแรงมาก ยิ่งกว่าฝุ่นPM2.5 ด้วยซ้ำไป”

แร่ Rare Earth จากเหมืองเถื่อนเมียนมา สู่วิกฤติสายน้ำพิษ ที่คนไทยต้องแบกรับ

ทั้งนี้ ในกระบวนการขุดเจาะแร่ rare earth จะปล่อยกากของเสียที่เป็นอันตรายทั้งน้ำเสียปนเปื้อนโลหะหนัก กากแร่ และฝุ่นละออง เนื่องจากใช้การฉีดสารเคมีลงไปในดินเพื่อให้แร่ละลาย แล้วดูดขึ้นมาจากพื้นดิน ซึ่งกระบวนการนี้สร้างความเสียหายต่อดินและน้ำใต้ดินอย่างรุนแรง ส่วนกระบวนการแยกแร่และกลั่นแร่ ก็มีการใช้สารเคมีและพลังงานสูงมาก

เพียรพรแสดงความเป็นห่วงถึงน้ำดิบสำหรับอุปโภคบริโภคทั่วภาคเหนือที่กำลังวิกฤติ ไม่ใช่แค่ปลาตุ่มขึ้นที่คนไม่กล้ากิน เกษตรกรก็ใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรง แหล่งท่องเที่ยวบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรไม่ให้ช้างลงแม่น้ำกกแล้ว เพราะช้างเริ่มมีอาการป่วย และเริ่มมีการสำรวจอันตรายต่อสุขภาพของคนในพื้นที่รวมทั้งความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง“

ถ้าเกิดน้ำท่วมดินถล่มในภาคเหนืออีก มันจะไม่ใช่แค่ภัยจากโคลน แต่มาพร้อมกับสารปนเปื้อนโลหะหนัก เราต้องคิดวิธีใหม่หมดว่าจะช่วยเหลือน้ำท่วมกันยังไง ใส่ชุดป้องกันแบบไหน แล้วสายน้ำก็จะพาสารเคมีเหล่านี้ลงไปยังภาคอื่น ๆ ของไทย รวมทั้งลาว เวียดนาม กัมพูชา”

สอดคล้องกับข้อมูลการสืบสวนของเวบไซต์ globalwitness.org ในปี 2565 ที่เปิดเผยความจริงอันน่าตกใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว พบว่า เหมืองที่ไม่ได้รับอนุญาตในประเทศเมียนมาเป็นแหล่งสำคัญของแร่หายากชนิดหนัก (Heavy Rare Earth Elements - HREE) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในแม่เหล็กที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกังหันลมทั่วโลก

แร่ Rare Earth จากเหมืองเถื่อนเมียนมา สู่วิกฤติสายน้ำพิษ ที่คนไทยต้องแบกรับ

ชายแดนติดกับจีน ส่วนใหญ่มาจากรัฐคะฉิ่นที่มีกลุ่มว้าควบคุมอยู่ ภายหลังสองปีจากรายงานฉบับแรก Global Witness ได้กลับไปสำรวจพื้นที่เหมืองพิษอีกครั้ง พบว่าสุขภาพของแรงงาน สิ่งแวดล้อม และชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนได้รับผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้น หนึ่งในคำให้สัมภาษณ์ของชาวบ้านกล่าวว่า “ตอนนี้ไม่มีปลาเหลือในแม่น้ำแล้ว แค่ลงไปเหยียบก็รู้สึกคันและติดเชื้อได้ สัตว์ที่กินน้ำก็ตาย”

แม้นายกรัฐมนตรีแพรทองธาร ชินวัตร ได้รับหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมและข้อเรียกร้องจากสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตแล้ว และได้ส่งเรื่องต่อให้กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม แต่เพียรพรเชื่อว่า ยังไม่เพียงพอ เรื่องนี้ต้องยกระดับเข้าไปถึงสภา ให้มีการเรียกเจรจาระหว่างประเทศกับรัฐบาลจีนและเมียนมา เพื่อยุติการทำเหมืองโดยทันที ทั้งนี้ ในวันสิ่งแวดล้อมโลกวันที่ 5 มิถุนายนนี้ จะมีการจัดกิจกรรมรวมตัวแสดงเจตนารมณ์และสะท้อนเสียงของคนเชียงรายและเชียงใหม่

อ่านรายงานตรวจสอบคุณภาพน้ำ เดือนเมษายน 2568 ได้ที่นี่