background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘ทะเลแคสเปียน’ กำลังหดตัว น้ำตื้นเหลือแต่ทราย ‘แมวน้ำ’ เสี่ยงสูญพันธุ์

‘ทะเลแคสเปียน’ กำลังหดตัว น้ำตื้นเหลือแต่ทราย ‘แมวน้ำ’ เสี่ยงสูญพันธุ์

ทะเลแคสเปียน” ทะเลปิดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยขนาด 387,000 ตร.กม. ตั้งอยู่บริเวณเอเชียกลาง กินพื้นที่ประเทศอาเซอร์ไบจาน อิหร่าน คาซัคสถาน รัสเซีย และเติร์กเมนิสถาน กำลังหดตัวลง จาก “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่ทำให้อุณหภูมิที่สูงขึ้น จนมีน้ำระเหยมากกว่าไหลเข้า เป็นอันตรายต่อ “แมวน้ำแคสเปียน” และชาวบ้านที่อยู่ริมชายฝั่ง

แม้ว่า “ภาวะโลกร้อน” จะถูกจำกัดให้อยู่ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เป็นไปตาม “ความตกลงปารีสแต่ทะเลแคสเปียนก็ยังมีแนวโน้มว่าระดับน้ำในทะเลปิดแห่งนี้จะลดลง 5-10 เมตร ซึ่งจะทำให้พื้นที่ทะเลแคสเปียนมีพื้นที่ลดลง 112,000 ตร.กม. แต่ถ้าหากควบคุมภาวะโลกร้อนไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ระดับน้ำลดลงถึง 21 เมตรภายในปี 2100

ตลอดหลายพันปี ทะเลแคสเปียนมีช่วงอุณหภูมิขึ้น ๆ ลง ๆ สลับไปมา แต่ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้ ทะเลปิดแห่งนี้หดตัวลงเร็วขึ้นมาก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมของมนุษย์มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากประเทศต่าง ๆ สร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อน แค่รัสเซียประเทศเดียวก็สร้างเขื่อน 40 แห่ง และกำลังพัฒนาอีก 18 แห่ง เขื่อนเหล่านี้ทำให้ปริมาณน้ำปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลแคสเปียนลดลงอย่างต่อเนื่อง

แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศก็มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยทำให้การระเหยของน้ำเพิ่มขึ้นและส่งผลให้มีฝนตกไม่สม่ำเสมอมากขึ้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลีดส์ของสหราชอาณาจักรได้ทำแผนที่ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพและโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ในภูมิภาคนี้อย่างไร เนื่องจากทะเลแคสเปียนถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภูมิภาคเอเชียกลาง อีกทั้งพื้นที่สำคัญที่สุดหลายแห่งของทะเลแห่งนี้ตั้งอยู่ในน้ำตื้น จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องสายพันธุ์และชุมชนชายฝั่ง

‘ทะเลแคสเปียน’ กำลังหดตัว น้ำตื้นเหลือแต่ทราย ‘แมวน้ำ’ เสี่ยงสูญพันธุ์ ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงการหดตัวของทะเลแคสเปียน ปี 2006 กับ 2022

สัตว์น้ำในทะเลแคสเปียนกำลังจะหายไป

แมวน้ำแคสเปียน” เป็นสัตว์ที่พบได้เฉพาะในทะเลแคสเปียนที่เป็นน้ำกร่อย แม้แมวน้ำปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังเร็วไม่พอ ถูกคุกคามจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ การขนส่ง และแหล่งที่อยู่อาศัยลดลง จนแมวน้ำแคสเปียนได้รับการขึ้นบัญชีว่าใกล้สูญพันธุ์โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เมื่อปี 2551 

ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม แมวน้ำจะให้กำเนิดลูกขนสีขาวบนน้ำแข็งในทะเลแคสเปียนทางตอนเหนือ แต่หากระดับน้ำลดลง 5 เมตร ก็อาจทำให้พื้นที่ของแหล่งที่อยู่อาศัยนี้ลดลงถึง 81% ยิ่งจะทำให้จำนวนประชากรแมวน้ำลดลงไปอีก

อีกทั้งระดับน้ำทะเลที่ลดลงจะทำให้แมวน้ำไม่มีพื้นที่พักผ่อนบนบก แม้ว่าจะมีเกาะเพิ่มขึ้นจากระดับน้ำที่ลดลง แต่ยังไม่รู้ว่าแมวน้ำจะสามารถใช้อยู่อาศัยได้หรือไม่

‘ทะเลแคสเปียน’ กำลังหดตัว น้ำตื้นเหลือแต่ทราย ‘แมวน้ำ’ เสี่ยงสูญพันธุ์
แมวน้ำแคสเปียน
เครดิตภาพ: Caspian Seal Research and Rehabilitation Center

แมวน้ำแคสเปียนไม่ใช่สายพันธุ์เดียวที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของระดับน้ำทะเลแคสเปียน สัตว์สายพันธุ์อื่นอีกหลายชนิดยังคงตกอยู่ในอันตรายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก

ครั้งหนึ่งแอ่งแคสเปียนเคยเป็นที่อยู่อาศัยของปลาสเตอร์เจียน ซึ่งเป็นปลาในวงศ์โบราณขนาดใหญ่หลากหลายสายพันธุ์มากที่สุดในโลก แต่ในปัจจุบันปลาสเตอร์เจียนแคสเปียนทั้ง 5 สายพันธุ์ที่วางไข่ในทะเลแคสเปียนล้วนอยู่ในข่ายใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง เนื่องจากปัญหาการประมงเกินขีดจำกัด เพื่อเอาเนื้อและไข่ไปทำไข่ปลาคาเวียร์

ปัจจุบัน ปลาสเตอร์เจียนที่อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำตื้นในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงอาจมีขนาดเล็กลงได้ถึง 45% ซึ่งอาจทำให้ปลาไม่สามารถว่ายไปยังแหล่งวางไข่ในแม่น้ำโวลก้า แม่น้ำอูราล และแม่น้ำสายอื่น ๆ ได้

นอกจากนี้ ทะเลแคสเปียนยังเป็นเส้นทางอพยพและแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของนกอพยพระหว่างยุโรป เอเชีย และแอฟริกา นกเหล่านี้อาศัยทะเลสาบชายฝั่งและดงกกเพื่อพักผ่อน หลบภัย และอาหารระหว่างการอพยพ แต่ถ้าระดับน้ำลดลงไปแหล่งที่อยู่อาศัยนี้อาจสูญหายไป

หากระดับน้ำลดลง 10 เมตร จะทำให้ระบบนิเวศ 4 รูปแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะของทะเลแคสเปียนสูญสิ้น นอกจากนี้เขตคุ้มครองทางทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพจะหายไปเกือบหมด ยกเว้นพื้นที่บางส่วนในคาซัคสถาน

 

ผลกระทบต่อมนุษย์

ผู้คนมากกว่า 15 ล้านคนอาศัยอยู่ตามชายฝั่งของประเทศต่าง ๆ ในทะเลแคสเปียนทั้ง 5 ประเทศ โดยพวกเขาพึ่งพาทะเลในการประมง การเดินเรือ และการค้า แต่หากระดับน้ำลดลง ผลการศึกษาพบว่า ชุมชน ท่าเรือ และโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ทางตอนเหนือของทะเลแคสเปียนบางแห่งอาจอยู่ห่างจากชายฝั่งใหม่ 

ตัวอย่างเช่น ท่าเรือในบากู (อาเซอร์ไบจาน) อันซาลี (อิหร่าน) และอักเตา (คาซัคสถาน) คาดว่าจะมีระยะทางถึงชายฝั่งเพิ่มขึ้น 1 กม. หรือมากกว่านั้น ในขณะที่เติร์กเมนบาชี (เติร์กเมนิสถาน) อาจอยู่ห่างจากชายฝั่งถึง 16 กม. ส่วนลากัน (รัสเซีย) อาจห่างจากทะเลแคสเปียนถึง 115 กม. 

งานวิจัยพบว่า ชุมชนชายฝั่งทางตอนเหนือน่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากรายได้จากการประมงหายไป และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลเสียทางเศรษฐกิจสองต่อ ทั้งจากการสูญเสียน้ำจากทะเลแคสเปียนจะส่งผลต่อสภาพอากาศในภูมิภาค ขณะเดียวกันฝนตกน้อยลงทั่วเอเชียกลาง ส่งผลให้ทำเกษตรยากขึ้น

เมื่อพื้นทะเลแห้งแล้ว ฝุ่นที่ปนเปื้อนสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมและเกลืออาจปล่อยออกมา ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งคล้ายกับเหตุพายุฝุ่นเค็มที่ขึ้นกับทะเลอารัลจนทำให้คนป่วย

“ดูเหมือนว่าระดับน้ำทะเลแคสเปียนจะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกก็ตาม เราควรหาวิธีปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพไปพร้อมกับปกป้องผลประโยชน์และความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์” ดร.ไซมอน กูดแมนจากคณะชีววิทยา มหาวิทยาลัยลีดส์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลงานวิจัยกล่าว

อิลฮัม อาลีเยฟ ประธานาธิบดีของอาเซอร์ไบจาน กล่าวว่าการเสื่อมโทรมของทะเลแคสเปียนเป็น “หายนะ” และกลายเป็นภัยพิบัติทางระบบนิเวศ

ทะเลแคสเปียนตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ประสบกับความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างมาก และกินอาณาเขต 5 ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศจะประสบกับความเสื่อมถอยในรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้นทุกประเทศต้องช่วยกันฟื้นฟูทะเลแคสเปียน มิเช่นนั้นอาจจะหดตัวเล็กลงซ้ำรอยทะเลอารัลได้


ที่มา: CNNEarthEuro NewsSci Tech Daily