นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของทัศน์ของ ปตท. คือ "แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย" และ "เติบโตในระดับโลก" อย่างยั่งยืน ดังนั้น กุญแจสำคัญ คือ ความยั่งยืน ปตท.จึงต้องเดินหน้าทำธุรกิจคู่กับเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าที่เหมาะสมระหว่างเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการเติบโตและดูแลธุรกิจเกี่ยวกับคาร์บอน ที่ต้องอยู่กับพลังงานฟอสซิลในปริมาณมาก และยังมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ดังนั้น เพื่อสร้างความสมดุลของนโยบาย ESG จะต้องลดและรักษาสิ่งแวดล้อมโดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันปตท.กำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไว้เร็วกว่าที่ประเทศได้ตั้งไว้
ทั้งนี้ ปตท. มีกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนคือ 1. ธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ Climate-Reilience Business โดยการปรับ portfolio ลดปริมาณการใช้ฟอสซิล ในเวลาที่เหมาะสมและบริหารจัดการด้านต้นทุน พร้อมเพิ่มปริมาณพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ผ่านกลุ่มบริษัทต่างๆ ของปตท.
2. ธุรกิจที่ใส่ใจเรื่องคาร์บอน Carbon Conscious Business ผ่านบริษัทในกลุ่มปตท. รวมถึงผนึกพันธมิตรธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีในการลดคาร์บอน เพิ่มประสิทธิภาพสินค้าให้เป็น Green Energy
3. การร่วมมือ การสร้างสรรค์ เพื่อทุกคน Coalition, Co-creation & collective Efforts for All ถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้กลุ่มปตท. ไปสู่เป้าหมาย โดยเฉพาะโครงการพัฒนาโครงการ การดักจับ และการจัดเก็บคาร์บอน (CCS) และการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นส่วนผสมในกลุ่มอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) สัดส่วน 5% รวมถึงการปลูกป่า เป็นต้น ซึ่งทั้ง 2 โครงการยอมรับว่าท้าทายมาก
นายรัฐกร กล่าวว่า สำหรับโครงการ CCS จะดำเนินการการตั้งแต่ซัพพลายเชนตั้งแต่การค้นหาเทคโนโลยีที่การจะกักเก็บคาร์บอน ซึ่งกลุ่มปตท.มีการปล่อยคาร์บอนประมาณ 50 ล้านตันต่อปี จึงต้องหาเทคโนโลยีในการ เก็บคาร์บอน เบื้องต้นมองว่าจะสามารถกักเก็บประมาณ 10 ล้านตันต่อปี ส่วนจะเชิงพาณิชย์แบบเต็มสเกลจะต้องใช้เวลามาก โดยคาดว่าอาจจะเกิดขึ้นหลังปี 2035
"นอกจากแผนที่จะกักเก็บสำหรับกลุ่มปตท.เองแล้ว ยังมีแผนบริหารจัดการคาร์บอนให้กับพาร์ทเนอร์ด้วย เพราะอนาคตจะสามารถส่ง Product ไปขายที่ยุโรปหรืออเมริกาจะช่วยทั้งกลุ่มและนอกกลุ่ม โดยปตท. จะสร้างเครือข่ายสู่ Terminal ในการเก็บก่อนจะส่งออกต่อทางท่อโดยเรือไปที่อ่าวไทย ซึ่งจะศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)"
ส่วนโครงการไฮโดรเจนเพื่อภาคอุตสาหกรรมอาจจะยังไกลนิดนึง โดยวันนี้ กลุ่มปตท. จะยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ในปริมาณหลัก แต่วันที่ไฮโดรเจนมีราคาต่ำลงและเทียบเท่ากับ Natural Gas วันนั้นจะมีการใช้ไฮโดรเจนมากขึ้น เพราะไฮโดรเจนเผาไหม้โดยไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเลย โดยต้นทุนเบื้องต้นต่อหน่วยของไฮโดรเจนเมื่อเทียบกับการใช้ Natural Gas อยู่ที่ 4-5 เท่า
"ในระยะสั้นเรายังผลิตไม่ได้เพราะราคาแพงสิ่งที่ทำคือ การเอาไฮโดรเจนเข้ามาผสมกับ Natural Gas 5% ตามแผน PDP ซึ่งมองว่าการส่งมาจากอินเดียจะคุ้มกว่าโดยอาจจะส่งมาในรูปของแอมโมเนีย ซึ่งปตท.มี Connection กับ supplier ส่งผ่านมาให้ PTT trading เพราะเรามีคลังเก็บสร้าง Infrastructure ในการขนส่งไฮโดรเจนส่งให้กับประเทศสู่การเป็น International Gas"
นอกจากนี้ อาจจะใช้วิธีการนำเข้ามาในรูปแบบแอมโมเนียและนำเข้าไปไปบริหารจัดการที่โรงไฟฟ้าถ่านหินทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจนก็ได้ ดังนั้น จะมี 2 แบบคือ direct แอมโมเนียไปที่โรงไฟฟ้าถ่านหินหรือนำเข้าแอมโมเนียมาเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจนและส่งไปให้โรงไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบที่ปตท.ศึกษาอยู่
"ปตท จะทำ 2 เรื่องนี้ ในประเทศไทยเพื่อให้กลุ่มปตท. และประเทศไทยไปสู่ Net Zero โดยบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำตลอด Value Chain ดังนั้น เพื่อเป้าหมายจะต้องให้ความสำคัญ บริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุดโดยเฉพาะการเลือกเทคโนโลยี และการงร่วมกันคิด และสุดท้ายแม้จะทำให้ดีที่สุดแค่ไหน หรือต้นทุนต่ำสุดแค่ไหนจะต้องมีการ Support จากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่างๆ ที่จะทำให้เราสามารถดำเนินการและศึกษาความเป็นไปได้"
สำหรับปัญหาของการทำ CCS คือ ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายในการสนับสนุนการวิจัยและศึกษาเพื่อสำรวจพื้นที่ใต้ทะเลจากรัฐบาล ดังนั้น จึงจะต้องออกกฎระเบียบให้ชัดเจนรวมถึงงบประมาณ เพื่อให้เอกชนได้เดินหน้าศึกษาและลงทุน และหลังจากนั้นเมื่อดูโมเดลเสร็จ จึงสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้ได้มีการหารือทั้งกระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่บ้างแล้ว
"ปตท. ดำเนินการด้านความยั่งยื่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจในกลุ่มปตท. อาทิ โครงการพลังงานหมุนเวียน, น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF), CCS, ไฮโดรเจน รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เป็นต้น"





